ในสมัยโบราณมีการบันทึกถึงการใช้ว่านกระชายดำในทางคงกระพันชาตรี ต่อต้านศาสตราวุธ และแคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบได้เป็นอย่างดี มีตำนานเล่าขานกันมาว่า นักรบในสมัยโบราณมักพกกระชายดำติดตัวไปทุกครั้งเมื่อออกสนามรบและจะเคี้ยวอมไว้ในปากเวลาต่อสู้กับข้าศึก แต่ต้องคำนึงถึงที่มาของว่านด้วย เพราะการที่ว่านจะมีอิทธิฤทธิ์นั้น จะต้องมีขั้นตอนของการทำพิธีกรรมทางไสยเวทย์ โดยการบรมคาถากำกับ จากครูบาหรือพระครูที่ผ่านการเรียนรู้มาอย่างถูกต้อง
มีการกำหนดพิธีกรรมตั้งแต่การลงปลูกครั้งแรก และต้องมีฤกษ์ยามประกอบด้วย การดูแลรักษาจะต้องพิถีพิถันตามหลักการของพิธีกรรม และเวลาเก็บว่านต้องดูฤกษ์ยาม พร้อมกับทำพิธีกรรมบรมคาถากำกับด้วย สำคัญผู้ที่จะรับว่านไปใช้จะต้องมีการตั้งครูก่อนที่จะรับของดี และต้องมีวันเวลาบูชาครูตามฤกษ์ยามอีกด้วย หลักการเช่นนี้มีบันทึกในตำราไสยเวทย์และคาถาอาคมฉบับโบราณ
ในตำรายาโบราณบางฉบับมีการบันทึกถึงการนำกระชายดำไปใช้เป็นยาสมุนไพร ในหลายตำรับ ดังเช่นคัมภีร์ยา “นพเก้า” ที่กล่าวกันว่าเป็นสุดยอดของตำรายาสมุนไพร ซึ่งมีตัวยาทั้งหมด 9 ชนิดและกระชายดำก็เป็นหนึ่งในเก้าชนิดนั้นเช่นกัน ตำรายาของขอมโบราณก็มีการบันทึกตำรับยากระชายดำผสมน้ำผึ้งเดือนห้าไว้ด้วย
ส่วนตำราว่านมหามงคลนั้นก็มีบันทึกถึงกระชายดำเช่นกันว่า เป็นว่านมหามงคล มีเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี ถ้าปลูกไว้หน้าบ้าน หรือปลูกใส่กระถางนำไปตั้งไว้หน้าบ้านจะเป็นสิริมงคลมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในบ้าน ป้องกันภูตผีปีศาจ ซึ่งบรรดานักเลงว่านทั้งหลายนิยมสะสมกันมานาน และในสมัยก่อนถือว่าเป็นว่านที่หายากมีราคาแพง
หมอพื้นบ้านมีการนำว่านกระชายดำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรมานานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่าง ๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคลไม่เผยแพร่ให้รู้จัก เพราะเชื่อกันว่าตัวยานี้มีครูที่จะต้องเก็บรักษามีคาถาอาคมประกอบ และต้องมีสัจจะต่อครูบาอาจารย์คือไม่ให้เปิดเผยโดยทั่วไป ยกเว้นเสียแต่ว่ามีผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนจะได้รับการถ่ายทอดวิชาและสอนตำรับยาอย่างเป็นทางการนั้นจะต้องผ่านพิธีกรรม การสาบานตนเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ และต้องเสียค่าบูชาหรือที่เรียกว่าค่าครูด้วย มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ด้วยวิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องสูตรยาสมุนไพรที่ยุ่งยากซับซ้อนนี้ จึงทำให้คนรุ่นหลังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก ทำให้ตำรายาดี ๆ หลายตำรับหายสาบสูญไปกับเจ้าของสูตรนั้นมามากต่อมากแล้ว กระชายดำก็เช่นกันแม้จะมีการใช้ทำยามานานแต่ถูกปิดบังโดยเงื่อนไขทางพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา จึงทำให้สมุนไพรชนิดนี้ในอดีตไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ
สารสำคัญในกระชายดำ
สารที่พบในเหง้ากระชายดำ ได้แก่ borneol, sylvestrene ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพและ สาร 5,7 - ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7 - dimethoxflavone=5,7 DMF) ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านอักเสบ นอกจากนี้รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี2547พบสารพวกฟลาโวนอยด์ 9 ชนิด เช่น สาร 5,7,4'- trimethoxyflavone, 5, 7, 3', 4'-tetramethoxyflavone เป็นต้น
ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5, 7 - DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง
นอกจากนี้พบว่าสาร 5,7 - DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสารprostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy)
![]()
ในตำรายาไทยได้กล่าวถึงการนำกระชายดำมารักษา โดยการใช้เหง้าในการแก้โรคในปากเช่น ปากเปื่อย, ปากเป็นแผล,ดูกขาว, ขับปัสสาวะ, รักษาโรคบิด, ปวดมวนในท้อง, โรคกระเพาะอาหาร และ ยังพบว่าในกระชายดำมีฤทธิ์ในการรักษาเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง และ รักษาอาการเหน็บชา แต่ที่กล่าวขานกันมากถึงสรรพคุณของ " กระชายดำ " คือ เพิ่มฮอร์โมนบำรุงกำลังทางเพศ( โดยเฉพาะท่านชาย ) ลดอาการปวดเมื่อย, เมื่อยล้า, ปวดข้อ, ปวดหลัง เนื่องจากการทำงานหนัก หรือ ยืน, เดินเป็นเวลานาน
ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านอักเสบ
สาร 5,7 - ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7 - DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด คือ แอสไพริน, อินโดเมธาซิน,ไฮโดรคอร์ติโซน และ เพรดนิโซโลน จากการศึกษาฤทธิ์ต้านอักเสบของสารนี้ในสัตว์ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5, 7 - DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง
นอกจากนี้พบว่าสาร 5,7 - DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสารprostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy)
ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์
สาร 5,7,4' - trimethoxyflavone และ 5,7,3',4' - tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาเลเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4'-tetramethoxyflavone และ 5,7,4' - trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida albicansและ แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อMycobacterium อย่างอ่อนฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง
มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่(aorta)และลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และ ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดคนข้อมูลที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย
สรรพคุณของกระชายดำ
สมุนไพรมากคุณค่าตามตำรายาแผนโบราณ " กระชายดำ " จัดว่าเป็นสมุนไพร และ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทั้งผู้บริโภค และ วงการแพทย์แผนไทย เพราะเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานทางการแพทย์อย่างเป็นทางการจากประสบการณ์ของผู้ที่บริโภคกระชายดำมีรายงานว่า บำรุงกำลัง, บำรุงหัวใจ, แก้ใจสั่นหวิว, รักษาอาการมือเท้าเย็นอาการขัดเบา, แก้ลมวิงเวียน, แน่นหน้าอก, ขยายหลอดเลือดหัวใจ, โรคเกาต์, ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น, ผิวพรรณผุดผ่องสดใส ( แต่ต้องกินติดต่อกันนานประมาณ 20 - 30 วัน จึงจะเริ่มเห็นผล )
ในตำรายาไทยได้กล่าวถึงการนำกระชายดำมารักษา โดยการใช้เหง้าในการแก้โรคในปากเช่น ปากเปื่อย, ปากเป็นแผล,ดูกขาว, ขับปัสสาวะ, รักษาโรคบิด, ปวดมวนในท้อง, โรคกระเพาะอาหาร และ ยังพบว่าในกระชายดำมีฤทธิ์ในการรักษาเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง และ รักษาอาการเหน็บชา แต่ที่กล่าวขานกันมากถึงสรรพคุณของ " กระชายดำ " คือ เพิ่มฮอร์โมนบำรุงกำลังทางเพศ( โดยเฉพาะท่านชาย ) ลดอาการปวดเมื่อย, เมื่อยล้า, ปวดข้อ, ปวดหลัง เนื่องจากการทำงานหนัก หรือ ยืน, เดินเป็นเวลานาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น