กระดูกสันหลังของมนุษย์เป็นอวัยวะที่ออกแบบมาอย่างงดงามลงตัวครับ แต่มักเกิดปัญหาจุกจิกกวนใจเสมอ คล้ายกับรถยนต์บางคันบางยี่ห้อ แม้ราคาแพงแต่อาจใช้งานได้จำกัด เฉกเช่นเดียวกันเปรียบได้กับร่างกายของมนุษย์ตลอดชีวิตของมนุษย์ทุกคนย่อมมีโอกาสเป็นโรคปวดหลัง อย่างน้อยสักครั้ง หรือ อาจจะปวดหลายๆครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้นหรือแม้กระทั่งหนุ่มสาว ซึ่งผู้ที่ทรมานกับอาการปวดหลังมักต้องการวิธีเยียวยาเพื่อบรรเทาอาการความทรมานให้ทุเลาลง
หากจะอธิบายเป็นภาษาทางการแพทย์ โรคปวดหลังเป็นปัญหาที่ซับซ้อนครับ เนื่องจากทั้งอาการทางร่างกาย และปัญหาทางจิตใจมักปะปนกัน บางครั้งอาการปวดอาจรุนแรงถึงขั้นสุดแสนทรมาน แต่บ่อยครั้งอาการปวดกลับหายไปเอง บางคนยอมรับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด เพราะต้องการหายปวดโดยเร็ว แต่การผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลังเป็นวิธีรักษาที่อันตราย มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่เป็นผลกับทุกคน แต่ก็ยังมีวิธีรักษาวิธีใหม่ ซึ่งง่ายกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่า สำหรับโรคที่เป็นปัญหามากที่สุดโรคหนึ่ง
ซึ่งการแพทย์ทางเลือก มีการแพทย์ทางเลือกและการรักษาแพทย์พื้นบ้านหลายวิธีที่ใช้ได้ผลดี นั่นคือ การจัดกระดูก จัดตำแหน่งข้อต่อและเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกสันหลังให้เข้าที่ เป็นวิธีที่ปลอดภัย และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยอมรับ อีกวิธีคือ การนวดบำบัด และ การฝังเข็ม เป็นอีกวิธี ซึ่งเป็นที่นิยม ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิธีการรักษาซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ที่กล่าวมาทั้งหมดคืออากรของคนปวดหลังและการเยียวยารักษา แต่สิ่งที่จะหยิบยกมาเล่านี้อาจจะเรีกยว่าป็นข่าวดี ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการบรรเทาโรคปวดหลัง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เขาได้ออกมาเปิดเผยการศึกษา วิจัยค้นคว้า สกัดสารสำคัญ จากพืชสมุนไพร ซึ่งถือว่าในบ้านเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก สมุนไพรที่ว่านั้นก็คือ ” เถาวัลย์เปรียง” อาจะแปลกหูสักนิด แต่เขาวิจัยกันออกมาแล้วว่า เป็นยารักษาโรคปวดหลัง-ปวดตามข้อ ใช้แทนยาแก้อักเสบสเตียรอยด์ รักษาอาการปวดหลังได้ดีทีเดียว และขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว เตรียมขึ้นทะเบียนตำรับยา อย. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้องค์การเภสัชกรรม ผลิตรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ
นายแพทย์ ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่า ถือเป็นหนึ่งในยุทธ์ศาสตร์สำคัญของกรม ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำการศึกษาฤทธิ์ในสมุนไพรหลายชนิด และทดลองสกัดในห้องปฏิบัติการเพื่อนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย ทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และ จากการทดลองวิจัย “เถาวัลย์เปรียง” พบว่าสารสกัดจากลำต้นมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบ สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบประเภทสเตียรอยด์ที่เป็นยาแผนปัจจุบันเพื่อรักษาโรคปวดหลังและปวดตามข้อได้ ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาทำการทดลองนานเกือบ 10 ปี ขณะนี้ได้ผ่านการทดสอบทางคลินิกในคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งระยะที่ 1 และ 2 ให้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ โดยให้ยาแก่อาสาสมัครครั้งละ 1 แคปซูล (200 มก./ แคปซูล) หลังอาหารวันละ 2 ครั้ง นาน 2 เดือน ร่างกายสามารถดูดซึมยานี้ได้ดี ไม่มีความเป็นพิษหรือผลข้างเคียง ทั้งยังช่วงเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
นายแพทย์ ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์ได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เพื่อเตรียมขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้ว และ เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีสกัดสารสำคัญเพื่อให้มีการผลิตเป็นยาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม ให้มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง เบื้องต้นได้ประสานไปยังองค์การเภสัชกรรม หรือ อภ. เพื่อให้มีการผลิตเป็นจำนวนมาก โดยให้โรงพยาบาลต่าง ๆ นำไปใช้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุในแถบภาคเหนือและอีสานที่มักเจ็บป่วยด้วยโรคปวดหลังและตามข้อ หรืออาจถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตในระดับชุมชนเพื่อให้มีการนำไปใช้รักษาอย่างแพร่หลาย
ขณะนี้เถาวัลย์เปรียงได้นำจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่การวิจัยแล้วเสร็จ และในปี 2550 นี้ จะมีการผลิตออกมาเป็นยาในรูปแคปซูลเพื่อใช้รักษา ทั้งนี้เถาวัลย์เปรียงอยู่ในตระกูลพืชประเภทเถาวัลย์ พบมากตามป่า แต่สามารถนำมาปลูกได้ นับว่าเป็นความสำเร็จของนักวิจัยไทยในการวิจัยสมุนไพรไทยภายหลังจากที่ใช้เวลาศึกษาและทดลองนายหลายปี
นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่อยู่ระหว่างการศึกษาสารสกัดและทดลอง อาทิ พรมมิ ที่มีฤทธิ์ในการรักษาโรคอัลไซด์เมอร์ มังคุดที่มีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง อย่างไรก็ตามในส่วนของแมงลักคาที่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไข้หวัดนกจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่จากการทดลองในคนพบว่ายังมีปัญหาในเรื่องการดูดซึมยาเข้าร่างกาย จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมหลังจากนี้
ทำความรู้จักกับ “เถาวัลย์เปรียง”
เถาวัลย์เปรียง, เครือตาปลา - Derris scandens Benth. FABACEAE (PAPILIONACEAE)
“เถาวัลย์เปรียง” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Derris scandens Benth หรือที่รู้จัดในชื่อท้องถิ่นว่า เถาตาปลา เครือตาปลา เครือเขาหนัง พานไสน ย่านเหมาะ มีลักษณะเป็นไม้เถาขนาดใหญ่เป็นพุ่มเลื้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย รูปวงรี ดอกออกเป็นช่อห้อยลงด้านล่าง มีสีขาว กลีบดอกสีม่องดำ ผลเป็นฝักแบนเล็ก มีเมล็ด มีสรรพคุณเป็นยาแก้กระษัย แก้เส้นเอ็นขอด ทำให้เส้นอ่อน บางแหล่งนิยมนำเถาหั่นตากแห้งคั่วไฟ ชงน้ำดื่มแทนชา ใช้แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ถ้าใช้ดอกเหล้าจะเป็นยาขับระดู และตามตำรับยาแผนโบราณยังนำมาใช้เป็นส่วนประกอบยาอายุวัฒนะเพื่อช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
สมุนไพรไทย สุขภาพดีที่ปราศจากสารเคมี บำรุงร่างกาย เพิ่มสมรรถนะ ลดไขมันในเส้นเลือด ยับยั้งและป้องกันมะเร็ง และอื่นๆ อีกมากมาย..
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555
ตะไคร้
ชื่อวิทยาศาสตร์: Cymbopogon citratus (De ex Nees) Stapf.
ชื่อวงศ์: Poaceae (Gramineae)
ชื่ออังกฤษ: Lapine, Lemon grass, West Indian lemongrass
ชื่อท้องถิ่น: คาหอม, ไคร, จะไคร, เชิดเกรย, หัวสิงไค, เหลอะเกรย
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ คือ menthol (1,2), cineole (1,2), camphor (2,3), linalool (2) จึงลดอาการแน่นจุกเสียด
2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเสีย
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหย คือ citral (4-6), citronellol, geraneol (7) และ cineole (8) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้แก่เชื้อ E. coli (5) ส่วนน้ำมันหอมระเหยก็มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเช่นกัน (9-13) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (0.3%) ขนาด 5 มคล./disc เมื่อนำมาทดสอบด้วยวิธี diffusion method พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Shigella flexneri และ Bacillus subtilis ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง (14) สาร citral ที่เป็นส่วนประกอบหลักของนำมันตะไคร้ เมื่อนำมาทดสอบกับแบคทีเรีย Shigella flexneri และ Samonella typhi para-A พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้เมื่อใช้ในขนาดต่ำ (15) มีการพัฒนาสูตรตำรับเจลล้างมือจากน้ำมันตะไคร้ ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Samonella typhimurium ด้วยวิธี disc diffusion พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ดีที่สุด คือตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ 5% โดยน้ำหนัก (16) มีการจดสิทธิบัตรว่าสารสกัดตะไคร้ เมื่อใช้เป็นส่วนผสมในยา อาหาร หรือเครื่องสำอาง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ (17)
3. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก มีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าวโดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลักมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าว โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดตะไคร้ด้วย เฮกเซน คลอโรฟอร์ม เอทานอล และน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา 4 ชนิด คือ Epidermophyton floccosum, Microsporum gypseum, T. mentagrophytes, T. rubrum ด้วยวิธี Agar diffusion พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ความเข้มข้น 20% โดยปริมาตร สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ โดยมีค่า MIC เท่ากับ 5, 10, 10 และ 20% ตามลำดับ และสารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนที่ความเข้มข้น 250 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ทุกชนิด และมีค่า MIC ของสารสกัดเฮกเซนต่อเชื้อราดังกล่าว เท่ากับ 62.5, 125, 125 และ 250 มคก./มล. ตามลำดับ ส่วนสารสกัดคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้น้อย คือที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. เชื้อรายังคงเจริญเติบโตได้ 50% ส่วนสารสกัดเอทานอล และน้ำ ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. และจากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และในสารสกัดเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดี คือ สาร citral (20)
น้ำมันตะไคร้ (21, 22) ความเข้มข้น 1,000 และ 2,000 มคก./มล. (21) สามารถยับยั้งเชื้อรา T. mentagrophytes และ M. gypseum ได้ 100% (21) ซึ่งพบว่าค่า MIC ของน้ำมันตะไคร้ ต่อเชื้อดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 0.08% v/v ซึ่งสาร citral, citronellal, citronellol และ geraniol ที่เป็นสารประกอบหลักในน้ำมันตะไคร้มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีเมื่อเทียบกับนำมันตะไคร้ ในขณะที่ dipentene, myrcene, limonene ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าว (22) มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ว่าสามารถรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E. floccosum, Microsporum canis และ T. rubrum โดยไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าว (23)
4. ฤทธิ์ต้านยีสต์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ เมื่อผสมลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้ (18)
5. ฤทธิ์แก้ปวด
น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 50 และ 100 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเจ็บปวดด้วยความร้อน พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 50 และ 80% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 40 และ 52% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ที่ฉีดเข้าทางช่องท้องที่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 62% ในเวลา 60 นาที เช่นกัน (24) นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยดังกล่าว ขนาด 5 และ 10 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร เป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 48 และ 88% ตามลำดับ หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก เป็นเวลา 1 ชม. ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 23 และ 47% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin ขนาด 2 มก./กก. ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 96% (24) และหากฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 10 และ 50 มก./กก. เข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร เป็นเวลา 20 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดด้วย 1% ฟอ์รมาลิน ฉีดเข้าที่ฝ่าเท้าหนู พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 35.7 และ 73.2% ตามลำดับ หรือหากป้อนให้กินทางปาก ขนาด 50 และ 100 มก./กก. พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 27.7 และ 45.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ฉีดเข้าทางช่องท้อง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 76% (24)
ชาชงตะไคร้ ขนาด 3 มล. ความเข้มข้น 10, 20 และ 40% เมื่อป้อนให้หนูถีบจักรกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 มคก./อุ้งเท้า และชาชงตะไคร้ความเข้มข้น 20% จำนวน 3 มล. เมื่อป้อนให้หนูกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสาร prostaglandin E2 และ dibutyryl cyclic AMP ขนาด 100 มคก./อุ้งเท้า พบว่าชาชงตะไคร้สามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน และ prostaglandin E2 ได้แต่ไม่ได้ผลหากเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ และสาร myrcene ขนาด 90 มก./กก. เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2 พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 75 และ 88% ตามลำดับ (25)
6. ฤทธิ์ขับน้ำดี
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย คือ borneol (26-28) และ fenchone (29) และ cineole (28)
7. ฤทธิ์ขับลม
ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่มีผลขับลมแต่ถ้าให้โดยฉีดทางช่องท้องให้ผล (30)
8. สารสำคัญในการออกฤทธิ์ขับลม
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ ช่วยขับลมจึงลดอาการแน่นจุกเสียด (31) และมี menthol, camphor และ linalool ช่วยขับลม (2)
9. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
9.1 การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะอาหารกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กก. ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดเจน (32) และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ (33) แต่สารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กก. เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว (34) มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 (35) การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ (34) การศึกษาพิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง (36)
มีผู้ทดสอบพิษของชาที่เตรียมจากตะไคร้พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เลือดและปัสสาวะ มีบางรายเท่านั้นที่ปริมาณบิลลิรูบิน และ amylase ขึ้น จึงนับว่าปลอดภัย (37) น้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ (0.8%) พบว่ามีอาการแพ้ แต่อาจเกิดจากสารอื่น (38) มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมเมื่อสูดดมน้ำมันตะไคร้ (39)
9.2 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และ TA100 (40) มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ (41) มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 (42) และเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (วัว ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มก./จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 (43) ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) (44)
9.3 พิษต่อยีน
ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (45) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นกัน (46)
9.4 พิษต่อเซลล์
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia (47) และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคก./มล. แต่เมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. (48) ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388), FA (murine ascites mamary carcinoma FM3A) แต่สารสกัดหยาบ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA (49) สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคก./ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB (50) แต่ในขนาด 20 มคก./ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI (51)
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด
1. นำตะไคร้ทั้งต้นรวมทั้งรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อนต้มกับเกลือ ต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ดื่ม 3 วัน จะหายปวดท้อง (52, 53)
2. นำลำต้นแก่สดๆทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม (54)
เอกสารอ้างอิง
1. Haginiwa J, Hasada M, Morishita I. Properties of essential oil components of aromatics and their phamacological effect on mouse intestine. Pharmacological studies on crude grugs. VII. Yakugaku Zasshi. 1963; 83: 624.
2. Evans BK, James KC, Luscombe DK. Quantitatives structure-activity relationships and carminative activity. J Pharm Sci 1978; 67: 277.
3. Cabo J, Crespo ME, Jimenez J, Zarzvelo A. The activity of the major components of their essential oils. The spasmolytic activity of various aromatic plants from the province of granada. I. Plant Med Phytother 1986; 203: 213-218.
4. Onawunmi GO. Evaluation of the antimicrobial activity of citral. Dept Pharm Obafemi Awolowo Univ Nigeria. Lett Appl Microbiol 1989; 9(3): 105-8.
5. Inouye S, Goi H, Miyauchi K, Muraki S, Ogihara M, Iwanami Y. Inhibitory effect of volatile constituents of plants on the proliferation of bacteria-antibacteria activity. J Antibact Antifungal Agents 1983; 11(11): 609-615.
6. Honda G, Koga K, Koezuka Y, Tabata M. Antidermatophytic compounds of Perilla frutescens Branton var. crispa decne. Fac Pharm Sci Kyoto Univ Japan. Shoyakugaku Zasshi 1984; 238(1): 127-130.
7. Megalla SE, El-Kelltawi NEM, Ross SA. A study of antimicrobial action of some essential oil constituents. Herba Pol 1980; 26(3): 181-186.
8. Prakash S, Sinha GK, Pathak RC. Antibacterial and antifungal properties of some essentials oils extracted from medicinal plants of the kumaon region. Indian Oil Soap J 1972; 379: 230-232.
9. Bose SM, Rao CNB, Subramanyan V. Relationship between the chemical constilation and the constituents of certain essential oils and ther bactericidal properties. J Sci Ind Res (India) 1949; 8B: 160-2.
10. Nayak KP, Dutta N.K. Role of essential oils and allied drugs in experimental cholera of the rabbit. Indian J Med Res 1961; 49, 51-4.
11. Ogunlana EO, Stefan H, Graze O, Ola S. Effects of lemongrass oil on the morphological characteristics and peptidoglycan synthesis of Escherichia cells. Microbiol 1987; 50(202): 43-59.
12. Onawunmi GO, Ogunlana EO. Effect of lemon grass oil on the cells and spheroplasts of Escherichia. Microbiol 1985; 28(110): 63-8.
13. Onawunmi GO. Effect of dimethylsulfoxide on the anti-bacterial activity of lemon grass oil. Microbios Lett 1987; 36(143-144): 105-11.
14. Cimanga K, Kambu K, Tona L, Apers S, De Bruyne T, Hermans N, et al. Correlation between chemical composition and antibacterial activity of essential oils of some aromatic medicinal plants growing in the Democratic Republic of Congo. J Ethnopharmacol 2002;79:213-20.
15. Syed M, Qamar S, Riaz M, Chaudhary FM. Essential oils of the family Gramineae with antibacterial activity. Part 2. The antibacterial activity of local variety of Cymbopogon citratus oil and its dependnce on the duration of strorage. Pak J Sci Ind Res 1995;38(3/4):146-8.
16. พรพีรา ปัทมานันท์ สายัณห์ เลื่องชัยเชวง. เจลสมุนไพรฆ่าเชื้อ. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2544.
17. Okamoto H, Okada F. Sterilizing/antimicrobial agents containing 1,2-octanediol and lemon grass extract, and their uses. Patent : Jpn Kokai Tokkyo Koho JP 2005232013, 2005:9pp.
18. บัณฑิตย์ ลิมปนชัยพรกุล. คุณสมบัติของสมุนไพรบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง. รวมบทคัดย่องานวิจัย การแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต, สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
19. Wannissorn B, Jarikasem S, Soontorntanasart T. Antifungal activity of lemon grass oil and lemon grass oil cream. Phytotherapy Research 1996;10:551-4.
20. อัจฉรา เหมทานนท์ สุมาลี เหลืองสกุล ธารารัตน์ ศุภศิริ. ฤทธิ์ของสารสกัดจากตะไคร้ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังบางชนิด. วารสารวิทยาศาสตร์ มศว 2532;5(2):115-23.
21. Dubey NK, Mishra AK. Evaluation of some essential oils against dermatophytes. Indian Drugs 1990;27(10):529-31.
22. Onawunmi GO. Evaluation of the antifungal activity of lemon grass oil. Int J Crud Drug Res 1989;27(2):121-6.
23. Rauber CS, Henriques A, Teresinha G, Silvia S, Schapoval EES. Pharmaceuticals for treatment of skin infections caused by Candida and dermtophytic fungi employing essential oil of Cymbopogon citrtus. Patent: Braz Pedido PI BR 2002003521, 2004:38 pp.
24. Viana GSB, Vale TG, Pinho RSN, Matos FJA. Antinociceptive effect of the essential oil from Cymbopogon citratus in mice. J Ethnopharmacol 2000;70:323-7.
25. Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, Filho DS, Ferreira SH. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea. J Ethnopharmacol 1991;34:43-8.
26. Vogel G. Predictability of the activity of drug combinations. Yes or No. Arzneim-forsch 1975; 1356.
27. Yamachara J, Kobayashi M, Yamasaki T, Sawada T, Uji A. Pharmacological effects of treaditional preparation "Kiogan". Shoyakugaku zasshi 1987; 38(4): 297-301.
28. Bell GD, Clegy RJ, Cohn MR, et al. Terpene therapy for gallstones effects of individual monoterpenes on bile flow, bile composition and hepatic cholesterogenesis in the rat. Brit J Pharmacol 1981; 71(1): 104-106.
29. Opeyke DL J. Monographs on fragrance raw material fenchone. Food Cosmet Toxicol 1976; 14: 769-771.
30. Carlini EA, Contar JDDR, Silva-Filho AR, Silviera-Filho NGD, Frochtengasten ML, Bueno OFA. Pharmacology of lemon grass (Cymbopogon Citratus): I. Effect of teas prepared from the leaves of laboratory animals. Pharmacol 1986; 17(1): 37-64.
31. Ross M.S.F., Brain K.K. An introduction to phytopharmacy. London: Pitman Medical Publishing Co. Ltd., 1977, p.158-176.
32. Anon. Lemongrass oil West Indian. Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
33. Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI. Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts. Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
34. Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). II. Effects of daily two month administration in male and female rats and in offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
35. Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils. Pharmazie 1959;14:435-45.
36. Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymbopogon citratus and Citrus medica in rats. Phytother Res 1992;6:279-81.
37. Leite JR, Seabra MD, Maluf E, et al. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). III. Assessment of eventual toxic, hypnotic and anxiolytic effects on humans. J Ethnopharmacol 1986;17(1):75-83.
38. Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy. Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
39. Gruenwald J, Brendler T, Jaenicke C, et al (eds.). PDR for herbal medicines (2nd edition). New Jersey: Medical Economic Company, 2000:858 pp.
40. Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T. Antimutagenicity of lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay. Mutat Res 1994;341(1):71-5.
41. Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells in vitro. Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
42. Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their mutagenic/toxicological evaluations. J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
43. Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs treated with nitrite. Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
44. Ungsurungsie M, Suthienkul O, Paovalo C. Mutagenicity screening of popular Thai spices. Food Chem Toxicol 1982;20:527-30.
45. Ruiz AR, De La Torre RA, Alonso N, Villaescusa A, Betancourt J, Vizoso A. Screening of medicinal plants for induction of somatic segregation activity in Aspergillus nidulans. J Ethnopharmacol 1996;52(3):123-7.
46. Zamith HP, Vidal MN, Speit G, Paumgartten FJ. Absence of genotoxic activity of b-myrcene in the in vivo cytogenetic bone marrow assay. Braz J Med Biol Res 1993;26(1):93-8.
47. Dubey NK, Takeya K, Itokawa H. Citral: a cytotoxic principle isolated from the essential oil of Cymbopogon citratus against P388 leukemia cells. Curr Sci 1997;73(1):22-4.
48. Dubey NK, Kishore N, Varma J, Lee SY. Cytoxicity of the essential oil of Cymbopogon citratus and Ocimum gratissimum. Indian J Phar Sci 1997;59(5):263-4.
49. Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P. Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass. The 11th Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 Nov. 1993.
50. Arisawa M. Cell growth inhibition of KB cells by plant extracts. Natural Med 1994;48(4):338-47.
51. Murakami A, Kondo A, Nakamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K. Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand, and identification of an active constituent, cardamonin, of Boesenbergia pandurata. Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.
52. เปี่ยม บุญยะโชติ. ตำรายาไทยแผนโบราณ เล่ม 11. กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2514, หน้า 113.
53. กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 41.
54. พระเทพวิมลโมลี. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524, หน้า 136.
ชื่อวงศ์: Poaceae (Gramineae)
ชื่ออังกฤษ: Lapine, Lemon grass, West Indian lemongrass
ชื่อท้องถิ่น: คาหอม, ไคร, จะไคร, เชิดเกรย, หัวสิงไค, เหลอะเกรย
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ คือ menthol (1,2), cineole (1,2), camphor (2,3), linalool (2) จึงลดอาการแน่นจุกเสียด
2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเสีย
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหย คือ citral (4-6), citronellol, geraneol (7) และ cineole (8) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้แก่เชื้อ E. coli (5) ส่วนน้ำมันหอมระเหยก็มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเช่นกัน (9-13) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (0.3%) ขนาด 5 มคล./disc เมื่อนำมาทดสอบด้วยวิธี diffusion method พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Shigella flexneri และ Bacillus subtilis ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง (14) สาร citral ที่เป็นส่วนประกอบหลักของนำมันตะไคร้ เมื่อนำมาทดสอบกับแบคทีเรีย Shigella flexneri และ Samonella typhi para-A พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้เมื่อใช้ในขนาดต่ำ (15) มีการพัฒนาสูตรตำรับเจลล้างมือจากน้ำมันตะไคร้ ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Samonella typhimurium ด้วยวิธี disc diffusion พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ดีที่สุด คือตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ 5% โดยน้ำหนัก (16) มีการจดสิทธิบัตรว่าสารสกัดตะไคร้ เมื่อใช้เป็นส่วนผสมในยา อาหาร หรือเครื่องสำอาง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ (17)
3. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก มีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าวโดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลักมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าว โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดตะไคร้ด้วย เฮกเซน คลอโรฟอร์ม เอทานอล และน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา 4 ชนิด คือ Epidermophyton floccosum, Microsporum gypseum, T. mentagrophytes, T. rubrum ด้วยวิธี Agar diffusion พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ความเข้มข้น 20% โดยปริมาตร สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ โดยมีค่า MIC เท่ากับ 5, 10, 10 และ 20% ตามลำดับ และสารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนที่ความเข้มข้น 250 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ทุกชนิด และมีค่า MIC ของสารสกัดเฮกเซนต่อเชื้อราดังกล่าว เท่ากับ 62.5, 125, 125 และ 250 มคก./มล. ตามลำดับ ส่วนสารสกัดคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้น้อย คือที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. เชื้อรายังคงเจริญเติบโตได้ 50% ส่วนสารสกัดเอทานอล และน้ำ ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. และจากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และในสารสกัดเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดี คือ สาร citral (20)
น้ำมันตะไคร้ (21, 22) ความเข้มข้น 1,000 และ 2,000 มคก./มล. (21) สามารถยับยั้งเชื้อรา T. mentagrophytes และ M. gypseum ได้ 100% (21) ซึ่งพบว่าค่า MIC ของน้ำมันตะไคร้ ต่อเชื้อดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 0.08% v/v ซึ่งสาร citral, citronellal, citronellol และ geraniol ที่เป็นสารประกอบหลักในน้ำมันตะไคร้มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีเมื่อเทียบกับนำมันตะไคร้ ในขณะที่ dipentene, myrcene, limonene ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าว (22) มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ว่าสามารถรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E. floccosum, Microsporum canis และ T. rubrum โดยไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าว (23)
4. ฤทธิ์ต้านยีสต์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ เมื่อผสมลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้ (18)
5. ฤทธิ์แก้ปวด
น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 50 และ 100 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเจ็บปวดด้วยความร้อน พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 50 และ 80% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 40 และ 52% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ที่ฉีดเข้าทางช่องท้องที่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 62% ในเวลา 60 นาที เช่นกัน (24) นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยดังกล่าว ขนาด 5 และ 10 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร เป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 48 และ 88% ตามลำดับ หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก เป็นเวลา 1 ชม. ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 23 และ 47% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin ขนาด 2 มก./กก. ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 96% (24) และหากฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 10 และ 50 มก./กก. เข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร เป็นเวลา 20 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดด้วย 1% ฟอ์รมาลิน ฉีดเข้าที่ฝ่าเท้าหนู พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 35.7 และ 73.2% ตามลำดับ หรือหากป้อนให้กินทางปาก ขนาด 50 และ 100 มก./กก. พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 27.7 และ 45.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ฉีดเข้าทางช่องท้อง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 76% (24)
ชาชงตะไคร้ ขนาด 3 มล. ความเข้มข้น 10, 20 และ 40% เมื่อป้อนให้หนูถีบจักรกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 มคก./อุ้งเท้า และชาชงตะไคร้ความเข้มข้น 20% จำนวน 3 มล. เมื่อป้อนให้หนูกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสาร prostaglandin E2 และ dibutyryl cyclic AMP ขนาด 100 มคก./อุ้งเท้า พบว่าชาชงตะไคร้สามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน และ prostaglandin E2 ได้แต่ไม่ได้ผลหากเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ และสาร myrcene ขนาด 90 มก./กก. เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2 พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 75 และ 88% ตามลำดับ (25)
6. ฤทธิ์ขับน้ำดี
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย คือ borneol (26-28) และ fenchone (29) และ cineole (28)
7. ฤทธิ์ขับลม
ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่มีผลขับลมแต่ถ้าให้โดยฉีดทางช่องท้องให้ผล (30)
8. สารสำคัญในการออกฤทธิ์ขับลม
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ ช่วยขับลมจึงลดอาการแน่นจุกเสียด (31) และมี menthol, camphor และ linalool ช่วยขับลม (2)
9. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
9.1 การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะอาหารกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กก. ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดเจน (32) และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ (33) แต่สารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กก. เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว (34) มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 (35) การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ (34) การศึกษาพิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง (36)
มีผู้ทดสอบพิษของชาที่เตรียมจากตะไคร้พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เลือดและปัสสาวะ มีบางรายเท่านั้นที่ปริมาณบิลลิรูบิน และ amylase ขึ้น จึงนับว่าปลอดภัย (37) น้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ (0.8%) พบว่ามีอาการแพ้ แต่อาจเกิดจากสารอื่น (38) มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมเมื่อสูดดมน้ำมันตะไคร้ (39)
9.2 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และ TA100 (40) มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ (41) มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 (42) และเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (วัว ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มก./จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 (43) ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) (44)
9.3 พิษต่อยีน
ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (45) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นกัน (46)
9.4 พิษต่อเซลล์
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia (47) และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคก./มล. แต่เมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. (48) ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388), FA (murine ascites mamary carcinoma FM3A) แต่สารสกัดหยาบ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA (49) สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคก./ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB (50) แต่ในขนาด 20 มคก./ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI (51)
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด
1. นำตะไคร้ทั้งต้นรวมทั้งรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อนต้มกับเกลือ ต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ดื่ม 3 วัน จะหายปวดท้อง (52, 53)2. นำลำต้นแก่สดๆทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม (54)
เอกสารอ้างอิง
1. Haginiwa J, Hasada M, Morishita I. Properties of essential oil components of aromatics and their phamacological effect on mouse intestine. Pharmacological studies on crude grugs. VII. Yakugaku Zasshi. 1963; 83: 624.
2. Evans BK, James KC, Luscombe DK. Quantitatives structure-activity relationships and carminative activity. J Pharm Sci 1978; 67: 277.
3. Cabo J, Crespo ME, Jimenez J, Zarzvelo A. The activity of the major components of their essential oils. The spasmolytic activity of various aromatic plants from the province of granada. I. Plant Med Phytother 1986; 203: 213-218.
4. Onawunmi GO. Evaluation of the antimicrobial activity of citral. Dept Pharm Obafemi Awolowo Univ Nigeria. Lett Appl Microbiol 1989; 9(3): 105-8.
5. Inouye S, Goi H, Miyauchi K, Muraki S, Ogihara M, Iwanami Y. Inhibitory effect of volatile constituents of plants on the proliferation of bacteria-antibacteria activity. J Antibact Antifungal Agents 1983; 11(11): 609-615.
6. Honda G, Koga K, Koezuka Y, Tabata M. Antidermatophytic compounds of Perilla frutescens Branton var. crispa decne. Fac Pharm Sci Kyoto Univ Japan. Shoyakugaku Zasshi 1984; 238(1): 127-130.
7. Megalla SE, El-Kelltawi NEM, Ross SA. A study of antimicrobial action of some essential oil constituents. Herba Pol 1980; 26(3): 181-186.
8. Prakash S, Sinha GK, Pathak RC. Antibacterial and antifungal properties of some essentials oils extracted from medicinal plants of the kumaon region. Indian Oil Soap J 1972; 379: 230-232.
9. Bose SM, Rao CNB, Subramanyan V. Relationship between the chemical constilation and the constituents of certain essential oils and ther bactericidal properties. J Sci Ind Res (India) 1949; 8B: 160-2.
10. Nayak KP, Dutta N.K. Role of essential oils and allied drugs in experimental cholera of the rabbit. Indian J Med Res 1961; 49, 51-4.
11. Ogunlana EO, Stefan H, Graze O, Ola S. Effects of lemongrass oil on the morphological characteristics and peptidoglycan synthesis of Escherichia cells. Microbiol 1987; 50(202): 43-59.
12. Onawunmi GO, Ogunlana EO. Effect of lemon grass oil on the cells and spheroplasts of Escherichia. Microbiol 1985; 28(110): 63-8.
13. Onawunmi GO. Effect of dimethylsulfoxide on the anti-bacterial activity of lemon grass oil. Microbios Lett 1987; 36(143-144): 105-11.
14. Cimanga K, Kambu K, Tona L, Apers S, De Bruyne T, Hermans N, et al. Correlation between chemical composition and antibacterial activity of essential oils of some aromatic medicinal plants growing in the Democratic Republic of Congo. J Ethnopharmacol 2002;79:213-20.
15. Syed M, Qamar S, Riaz M, Chaudhary FM. Essential oils of the family Gramineae with antibacterial activity. Part 2. The antibacterial activity of local variety of Cymbopogon citratus oil and its dependnce on the duration of strorage. Pak J Sci Ind Res 1995;38(3/4):146-8.
16. พรพีรา ปัทมานันท์ สายัณห์ เลื่องชัยเชวง. เจลสมุนไพรฆ่าเชื้อ. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2544.
17. Okamoto H, Okada F. Sterilizing/antimicrobial agents containing 1,2-octanediol and lemon grass extract, and their uses. Patent : Jpn Kokai Tokkyo Koho JP 2005232013, 2005:9pp.
18. บัณฑิตย์ ลิมปนชัยพรกุล. คุณสมบัติของสมุนไพรบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง. รวมบทคัดย่องานวิจัย การแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต, สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
19. Wannissorn B, Jarikasem S, Soontorntanasart T. Antifungal activity of lemon grass oil and lemon grass oil cream. Phytotherapy Research 1996;10:551-4.
20. อัจฉรา เหมทานนท์ สุมาลี เหลืองสกุล ธารารัตน์ ศุภศิริ. ฤทธิ์ของสารสกัดจากตะไคร้ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังบางชนิด. วารสารวิทยาศาสตร์ มศว 2532;5(2):115-23.
21. Dubey NK, Mishra AK. Evaluation of some essential oils against dermatophytes. Indian Drugs 1990;27(10):529-31.
22. Onawunmi GO. Evaluation of the antifungal activity of lemon grass oil. Int J Crud Drug Res 1989;27(2):121-6.
23. Rauber CS, Henriques A, Teresinha G, Silvia S, Schapoval EES. Pharmaceuticals for treatment of skin infections caused by Candida and dermtophytic fungi employing essential oil of Cymbopogon citrtus. Patent: Braz Pedido PI BR 2002003521, 2004:38 pp.
24. Viana GSB, Vale TG, Pinho RSN, Matos FJA. Antinociceptive effect of the essential oil from Cymbopogon citratus in mice. J Ethnopharmacol 2000;70:323-7.
25. Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, Filho DS, Ferreira SH. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea. J Ethnopharmacol 1991;34:43-8.
26. Vogel G. Predictability of the activity of drug combinations. Yes or No. Arzneim-forsch 1975; 1356.
27. Yamachara J, Kobayashi M, Yamasaki T, Sawada T, Uji A. Pharmacological effects of treaditional preparation "Kiogan". Shoyakugaku zasshi 1987; 38(4): 297-301.
28. Bell GD, Clegy RJ, Cohn MR, et al. Terpene therapy for gallstones effects of individual monoterpenes on bile flow, bile composition and hepatic cholesterogenesis in the rat. Brit J Pharmacol 1981; 71(1): 104-106.
29. Opeyke DL J. Monographs on fragrance raw material fenchone. Food Cosmet Toxicol 1976; 14: 769-771.
30. Carlini EA, Contar JDDR, Silva-Filho AR, Silviera-Filho NGD, Frochtengasten ML, Bueno OFA. Pharmacology of lemon grass (Cymbopogon Citratus): I. Effect of teas prepared from the leaves of laboratory animals. Pharmacol 1986; 17(1): 37-64.
31. Ross M.S.F., Brain K.K. An introduction to phytopharmacy. London: Pitman Medical Publishing Co. Ltd., 1977, p.158-176.
32. Anon. Lemongrass oil West Indian. Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
33. Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI. Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts. Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
34. Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). II. Effects of daily two month administration in male and female rats and in offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
35. Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils. Pharmazie 1959;14:435-45.
36. Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymbopogon citratus and Citrus medica in rats. Phytother Res 1992;6:279-81.
37. Leite JR, Seabra MD, Maluf E, et al. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). III. Assessment of eventual toxic, hypnotic and anxiolytic effects on humans. J Ethnopharmacol 1986;17(1):75-83.
38. Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy. Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
39. Gruenwald J, Brendler T, Jaenicke C, et al (eds.). PDR for herbal medicines (2nd edition). New Jersey: Medical Economic Company, 2000:858 pp.
40. Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T. Antimutagenicity of lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay. Mutat Res 1994;341(1):71-5.
41. Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells in vitro. Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
42. Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their mutagenic/toxicological evaluations. J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
43. Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs treated with nitrite. Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
44. Ungsurungsie M, Suthienkul O, Paovalo C. Mutagenicity screening of popular Thai spices. Food Chem Toxicol 1982;20:527-30.
45. Ruiz AR, De La Torre RA, Alonso N, Villaescusa A, Betancourt J, Vizoso A. Screening of medicinal plants for induction of somatic segregation activity in Aspergillus nidulans. J Ethnopharmacol 1996;52(3):123-7.
46. Zamith HP, Vidal MN, Speit G, Paumgartten FJ. Absence of genotoxic activity of b-myrcene in the in vivo cytogenetic bone marrow assay. Braz J Med Biol Res 1993;26(1):93-8.
47. Dubey NK, Takeya K, Itokawa H. Citral: a cytotoxic principle isolated from the essential oil of Cymbopogon citratus against P388 leukemia cells. Curr Sci 1997;73(1):22-4.
48. Dubey NK, Kishore N, Varma J, Lee SY. Cytoxicity of the essential oil of Cymbopogon citratus and Ocimum gratissimum. Indian J Phar Sci 1997;59(5):263-4.
49. Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P. Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass. The 11th Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 Nov. 1993.
50. Arisawa M. Cell growth inhibition of KB cells by plant extracts. Natural Med 1994;48(4):338-47.
51. Murakami A, Kondo A, Nakamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K. Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand, and identification of an active constituent, cardamonin, of Boesenbergia pandurata. Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.
52. เปี่ยม บุญยะโชติ. ตำรายาไทยแผนโบราณ เล่ม 11. กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2514, หน้า 113.
53. กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 41.
54. พระเทพวิมลโมลี. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524, หน้า 136.
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555
ขิง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber officinale Roscoe
ชื่อสามัญ : Ginger
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ จะแทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน แกมรูปใบหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ แทงออกจากเหง้าใต้ดิน ใบประดับเรียงเวียนสลับสีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองแกมเขียว ผล เป็นผลแห้ง ทรงกลม ขนาดประมาณ 1 ซม. เป็น 3 พู เมล็ดหลายเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : เหง้าแก่สด ต้น ใบ ดอก ผล
สรรพคุณ :
เหง้าแก่สด
- ยาแก้อาเจียน
- ยาขมเจริญอาหาร
- ยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ
- สามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดได้ดี
- มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี เพื่อย่อยอาหาร
- แก้ปากคอเปื่อย แก้ท้องผูก
- ลดความดันโลหิต
ต้น - ขับผายลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้คอเปื่อย ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา แก้บิด แก้ลมป่วง แก้ท้องร่วงอย่างแรง แก้อาเจียน
ใบ - แก้โรคกำเดา ขับผายลม แก้นิ่วแก้เบาขัด แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา ขับลมในลำไส้
ดอก - ทำให้ชุ่มชื่น แก้โรคตาแฉะ ฆ่าพยาธิ ช่วยย่อยอาหาร แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ แก้นิ่ว แก้เบาขัด แก้บิด
ผล - แก้ไข้
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ยาแก้อาเจียน
ใช้ขิงแก่สด หรือแห้ง ขิงสดขนาดหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ถ้าแห้ง 5-7 ชิ้น ต้มกับน้ำดื่ม
นำขิงสด 3 หัว หัวโตยาวประมาณ 5 นิ้ว ใส่น้ำ 1 แก้ว ต้มจนเหลือ 1/2 แก้ว (ประมาณ 15-20 นาที หลังจากเดือดแล้ว) รินเอาน้ำดื่ม
ยาขมเจริญอาหาร
ใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลี ถ้าผงแห้งใช้ 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 0.6 กรัม
ผงแห้งชงกับน้ำดื่ม เหง้าสดต้มน้ำ หรือปรุงอาหาร เช่น ผัด หรือรับประทานสดๆ เช่น กับลาบ แหนม และอื่นๆ
แก้อาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดและปวดท้อง
- น้ำกระสายขิง น้ำขิง 30 กรัม มาชงด้วยน้ำเดือด 500 ซีซี ชงแช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง กรองรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ
- ใช้ขิงแก่ต้มกับน้ำ รินน้ำดื่มแก้โรคจุกเสียด ทำให้หลับสบาย
- ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้นาน 5 นาที รินเอาแต่น้ำมาดื่มระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
- ใช้ผงขิงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะปาดๆ หรือ 0.6 กรัม ถ้าขิงแก่สดยาวประมาณ 1 องคุลี หรือประมาณ 5 กรัม ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลดื่มทุกๆ วัน ถ้าเป็นผงขิงแห้งให้ชงน้ำร้อน เติมน้ำตาลดื่ม
แก้ไอและขับเสมหะ
ใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
ลดความดันโลหิต
ใช้ขิงสดเอามาฝานต้มกับน้ำรับประทาน
สารเคมี
เหง้า พบ Gingerol Zingiberene, Zingiberone Zingiberonol, Shogoal, Fenchone, Camphene Cineol Citronellol
ใน น้ำมันหอมระเหย พบสาร Bisabolene, Zingiberone Zingiberol, Zingiberene, Limonene, Citronellol Gingerol, Camphene, Borneol, Cineol
ทั้งต้น พบ 5 - (1) - 6 - Gingerol
ใบ พบ Shikimic acid
ชื่อสามัญ : Ginger
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ขิงแกลง ขิงแดง (จันทบุรี) ขิงเผือก (เชียงใหม่) สะเอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ จะแทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นมาเหนือพื้นดิน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน แกมรูปใบหอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม. ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อ แทงออกจากเหง้าใต้ดิน ใบประดับเรียงเวียนสลับสีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองแกมเขียว ผล เป็นผลแห้ง ทรงกลม ขนาดประมาณ 1 ซม. เป็น 3 พู เมล็ดหลายเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : เหง้าแก่สด ต้น ใบ ดอก ผล
สรรพคุณ :
เหง้าแก่สด
- ยาแก้อาเจียน
- ยาขมเจริญอาหาร
- ยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้ไอ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ
- สามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียดได้ดี
- มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี เพื่อย่อยอาหาร
- แก้ปากคอเปื่อย แก้ท้องผูก
- ลดความดันโลหิต
ต้น - ขับผายลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้คอเปื่อย ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา แก้บิด แก้ลมป่วง แก้ท้องร่วงอย่างแรง แก้อาเจียน
ใบ - แก้โรคกำเดา ขับผายลม แก้นิ่วแก้เบาขัด แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ฆ่าพยาธิ แก้โรคตา ขับลมในลำไส้
ดอก - ทำให้ชุ่มชื่น แก้โรคตาแฉะ ฆ่าพยาธิ ช่วยย่อยอาหาร แก้คอเปื่อย บำรุงไฟธาตุ แก้นิ่ว แก้เบาขัด แก้บิด
ผล - แก้ไข้
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ยาแก้อาเจียน
ใช้ขิงแก่สด หรือแห้ง ขิงสดขนาดหัวแม่มือ (ประมาณ 5 กรัม) ทุบให้แตก ถ้าแห้ง 5-7 ชิ้น ต้มกับน้ำดื่ม
นำขิงสด 3 หัว หัวโตยาวประมาณ 5 นิ้ว ใส่น้ำ 1 แก้ว ต้มจนเหลือ 1/2 แก้ว (ประมาณ 15-20 นาที หลังจากเดือดแล้ว) รินเอาน้ำดื่ม
ยาขมเจริญอาหาร
ใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลี ถ้าผงแห้งใช้ 1/2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 0.6 กรัม
ผงแห้งชงกับน้ำดื่ม เหง้าสดต้มน้ำ หรือปรุงอาหาร เช่น ผัด หรือรับประทานสดๆ เช่น กับลาบ แหนม และอื่นๆ
แก้อาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดและปวดท้อง
- น้ำกระสายขิง น้ำขิง 30 กรัม มาชงด้วยน้ำเดือด 500 ซีซี ชงแช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง กรองรับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ
- ใช้ขิงแก่ต้มกับน้ำ รินน้ำดื่มแก้โรคจุกเสียด ทำให้หลับสบาย
- ขิงแก่ยาว 2 นิ้ว ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ปิดฝา ตั้งทิ้งไว้นาน 5 นาที รินเอาแต่น้ำมาดื่มระหว่างอาหารแต่ละมื้อ
- ใช้ผงขิงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะปาดๆ หรือ 0.6 กรัม ถ้าขิงแก่สดยาวประมาณ 1 องคุลี หรือประมาณ 5 กรัม ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลดื่มทุกๆ วัน ถ้าเป็นผงขิงแห้งให้ชงน้ำร้อน เติมน้ำตาลดื่ม
แก้ไอและขับเสมหะ
ใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
ลดความดันโลหิต
ใช้ขิงสดเอามาฝานต้มกับน้ำรับประทาน
สารเคมี
เหง้า พบ Gingerol Zingiberene, Zingiberone Zingiberonol, Shogoal, Fenchone, Camphene Cineol Citronellol
ใน น้ำมันหอมระเหย พบสาร Bisabolene, Zingiberone Zingiberol, Zingiberene, Limonene, Citronellol Gingerol, Camphene, Borneol, Cineol
ทั้งต้น พบ 5 - (1) - 6 - Gingerol
ใบ พบ Shikimic acid
กวาวเครือแดง
ชื่อเครื่องยา กวาวเครือแดง
ชื่ออื่นๆของเครื่องยาได้จาก ราก
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา กวาวเครือแดง
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) กวาวเครือ กวาวหัว จานเครือ จอมทอง ตานจอมทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxb.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา : หัวใต้ดิน รูปทรงกระบอกยาว มีหลายขนาด เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดงข้น คล้ายเลือดไหลออกมา
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี : ยังไม่มีข้อมูล
สรรพคุณ :
ตำรายาไทย : ใช้ หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ทำให้หน้าอกโต บำรุงความกำหนัด ราก แก้ลมอัมพาต แก้โลหิต ผสมรากสมุนไพรอื่นอีกแปดชนิดเรียกว่า พิกัดเนาวโลหะ ได้แก่ รากทองกวาว รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองโหลง รากทองพันชั่ง รากขันทองพยาบาท รากใบทอง และรากจำปาทอง ใช้แก้โรคดี เสมหะ ลมที่เป็นพิษ แก้ริดสีดวง ทำลายพยาธิ ดับพิษ ถอนพิษ ชำระล้างลำไส้ แก้โรคตับ แก้ลม ขับระดูร้าย สมานลำไส้ เปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
ตำรายาพม่าระบุว่า : ใช้เป็นยาอายุวัฒนะเช่นเดียวกับกวาวเครือขาว แต่มีฤทธิ์แรงกว่า
ตำรายาไทยระบุว่า : ชนิดหัวแดงนี้ มีพิษมาก ไม่นิยมนำมาทำยา ถ้ารับประทานมากจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มึนเมา คลื่นไส้อาเจียน มีพิษเมามากกว่ากวาวเครือขาว ใช้ทำยาคุมกำเนิดในสัตว์
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา :
องค์การอาหารและยาของไทย ระบุขนาดการรับประทานกวาวเครือแดง ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน (Fitoterapia 77 (2006) 435–438)
องค์ประกอบทางเคมี :
medicarpin (carpin 3-hydroxy-9-methoxypterocarpan); สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ butenin; formononetin (7-hydroxy-4_-methoxy-isoflavone); prunetin (7,4_-dimethoxyisoflavone); 5,4_-dihydroxy-7-methoxy-isoflavone, 7-hydroxy-6,4_-dimethoxyisoflavone
การศึกษาทางเภสัชวิทยา :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : การทดลองป้อนกวาวเครือแดงในรูปผงป่นละลายน้ำ และสารสกัดเอทานอล ให้แก่หนูแรทเพศผู้ ความเข้มข้น 0.25, 0.5 และ 5 มก./มล. พบว่าหนูแรทที่ได้รับกวาวเครือแดงแบบผงป่นละลายน้ำเข้มข้น 0.5 และ 5 มก./มล. เป็นเวลา 21 วัน ทำให้น้ำหนักตัวของหนูแรท และปริมาณอสุจิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และหนูแรทที่ได้รับสารสกัดเอทานอลเข้มข้น 5 มก./มล. 21 วัน มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ต่อมลูกหมาก และความยาวขององคชาติเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หนูแรทมีพฤติกรรมการสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น เมื่อศึกษาต่อไปถึงระยะ 42 วัน พบว่าหนูแรทที่ได้รับกวาวเครือแดงแบบผงป่นละลายน้ำ มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ต่อมลูกหมาก และความยาวขององคชาติ และพฤติกรรมการสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น แต่หนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอล กลับมีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ลดลง การศึกษาผลของกวาวเครือแดงในระยะยาว และในปริมาณสารสกัดที่มากขึ้น พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ของหนูแรทลดลง และปริมาณเอนไซม์ตับสูงขึ้น ดังนั้นการรับประทานกวาวเครือแดงมากเกินไป อาจทำให้เกิดพิษต่อตับได้
(เอกสารอ้างอิง พิชานันท์ ลีแก้ว.2553. โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ. ใน จุลสารข้อมูลสมุนไพร 28 (1):12-13.)
การศึกษาทางคลินิก :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : การศึกษาในอาสาสมัครเพศชาย 17 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างน้อย 6 เดือน ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก./แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม แต่ผลจากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ จากอาสาสมัครพบว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4% ดังนั้นกวาวเครือแดงจึงช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
(เอกสารอ้างอิง พิชานันท์ ลีแก้ว.2553. โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ. ใน จุลสารข้อมูลสมุนไพร 28 (1):12-13.)
การศึกษาทางพิษวิทยา :
การศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังในหนูวิสตาร์เพศผู้โดยป้อนผงกวาวเครือแดงในขนาด 10, 100, 150 และ 200 มก./กก/วัน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าหนูที่รับในขนาด 150 มก./กก/วัน น้ำหนักของม้ามเพิ่มขึ้น ระดับเอนไซม์ alkaline phosphatase (ALP) และ aspartate aminotransferase (AST) เพิ่มขึ้น หนูที่ได้รับขนาด 200 มก./กก/วัน พบว่าเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil ลดลง ส่วนเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ระดับ serum creatinine ลดลง ระดับฮอร์โมน testosterone ลดลง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้ในขนาดสูง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่างๆได้ (Maturitas 60 (2008) 131–137)
ชื่ออื่นๆของเครื่องยาได้จาก ราก
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา กวาวเครือแดง
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา) กวาวเครือ กวาวหัว จานเครือ จอมทอง ตานจอมทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxb.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์ Leguminosae (Fabaceae)-Papilionoideae
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา : หัวใต้ดิน รูปทรงกระบอกยาว มีหลายขนาด เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดงข้น คล้ายเลือดไหลออกมา
ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี : ยังไม่มีข้อมูล
สรรพคุณ :
ตำรายาไทย : ใช้ หัว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ทำให้หน้าอกโต บำรุงความกำหนัด ราก แก้ลมอัมพาต แก้โลหิต ผสมรากสมุนไพรอื่นอีกแปดชนิดเรียกว่า พิกัดเนาวโลหะ ได้แก่ รากทองกวาว รากทองหลางหนาม รากทองหลางใบมน รากทองโหลง รากทองพันชั่ง รากขันทองพยาบาท รากใบทอง และรากจำปาทอง ใช้แก้โรคดี เสมหะ ลมที่เป็นพิษ แก้ริดสีดวง ทำลายพยาธิ ดับพิษ ถอนพิษ ชำระล้างลำไส้ แก้โรคตับ แก้ลม ขับระดูร้าย สมานลำไส้ เปลือกเถา รสเย็นเบื่อเมา แก้พิษงู
ตำรายาพม่าระบุว่า : ใช้เป็นยาอายุวัฒนะเช่นเดียวกับกวาวเครือขาว แต่มีฤทธิ์แรงกว่า
ตำรายาไทยระบุว่า : ชนิดหัวแดงนี้ มีพิษมาก ไม่นิยมนำมาทำยา ถ้ารับประทานมากจะเป็นอันตรายได้ ทำให้มึนเมา คลื่นไส้อาเจียน มีพิษเมามากกว่ากวาวเครือขาว ใช้ทำยาคุมกำเนิดในสัตว์
รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา :
องค์การอาหารและยาของไทย ระบุขนาดการรับประทานกวาวเครือแดง ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัมต่อวัน (Fitoterapia 77 (2006) 435–438)
องค์ประกอบทางเคมี :
medicarpin (carpin 3-hydroxy-9-methoxypterocarpan); สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ได้แก่ butenin; formononetin (7-hydroxy-4_-methoxy-isoflavone); prunetin (7,4_-dimethoxyisoflavone); 5,4_-dihydroxy-7-methoxy-isoflavone, 7-hydroxy-6,4_-dimethoxyisoflavone
การศึกษาทางเภสัชวิทยา :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : การทดลองป้อนกวาวเครือแดงในรูปผงป่นละลายน้ำ และสารสกัดเอทานอล ให้แก่หนูแรทเพศผู้ ความเข้มข้น 0.25, 0.5 และ 5 มก./มล. พบว่าหนูแรทที่ได้รับกวาวเครือแดงแบบผงป่นละลายน้ำเข้มข้น 0.5 และ 5 มก./มล. เป็นเวลา 21 วัน ทำให้น้ำหนักตัวของหนูแรท และปริมาณอสุจิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และหนูแรทที่ได้รับสารสกัดเอทานอลเข้มข้น 5 มก./มล. 21 วัน มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ต่อมลูกหมาก และความยาวขององคชาติเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หนูแรทมีพฤติกรรมการสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น เมื่อศึกษาต่อไปถึงระยะ 42 วัน พบว่าหนูแรทที่ได้รับกวาวเครือแดงแบบผงป่นละลายน้ำ มีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ต่อมลูกหมาก และความยาวขององคชาติ และพฤติกรรมการสืบพันธุ์เพิ่มมากขึ้น แต่หนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเอทานอล กลับมีน้ำหนักสัมพัทธ์ของ seminal vesicles ลดลง การศึกษาผลของกวาวเครือแดงในระยะยาว และในปริมาณสารสกัดที่มากขึ้น พบว่าทำให้ระดับฮอร์โมน testosterone ของหนูแรทลดลง และปริมาณเอนไซม์ตับสูงขึ้น ดังนั้นการรับประทานกวาวเครือแดงมากเกินไป อาจทำให้เกิดพิษต่อตับได้
(เอกสารอ้างอิง พิชานันท์ ลีแก้ว.2553. โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ. ใน จุลสารข้อมูลสมุนไพร 28 (1):12-13.)
การศึกษาทางคลินิก :
ฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์ : การศึกษาในอาสาสมัครเพศชาย 17 คน อายุระหว่าง 30-70 ปี ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างน้อย 6 เดือน ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก./แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการศึกษาพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม แต่ผลจากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ จากอาสาสมัครพบว่าทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4% ดังนั้นกวาวเครือแดงจึงช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
(เอกสารอ้างอิง พิชานันท์ ลีแก้ว.2553. โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ. ใน จุลสารข้อมูลสมุนไพร 28 (1):12-13.)
การศึกษาทางพิษวิทยา :
การศึกษาพิษกึ่งเรื้อรังในหนูวิสตาร์เพศผู้โดยป้อนผงกวาวเครือแดงในขนาด 10, 100, 150 และ 200 มก./กก/วัน เป็นเวลา 90 วัน พบว่าหนูที่รับในขนาด 150 มก./กก/วัน น้ำหนักของม้ามเพิ่มขึ้น ระดับเอนไซม์ alkaline phosphatase (ALP) และ aspartate aminotransferase (AST) เพิ่มขึ้น หนูที่ได้รับขนาด 200 มก./กก/วัน พบว่าเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil ลดลง ส่วนเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ระดับ serum creatinine ลดลง ระดับฮอร์โมน testosterone ลดลง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้ในขนาดสูง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ต่างๆได้ (Maturitas 60 (2008) 131–137)
พริกขี้หนู
พริกขี้หนู
ชื่อวิทยาศาสตร์: Capsicum flutescens Linn.
ชื่อวงศ์: SOLANACAEAC
ชื่อสามัญ: Bird Chilli
ชื่อท้องถิ่น: พริกแต้ ดีปลีขี้นก หมักเพ็ด
ลักษณะวิสัย: ไม้ต้น
ลักษณะทั่วไป: พริกเป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1-1.25 ฟุต ใบแบนเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็ก กลีบดอกจะมีสีขาว หรือสีม่วง เกสรตัวผู้ 1-10 อัน เกสรตัวเมีย 1-2 อัน ผลหลายขนาด ผลขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ลูกอ่อนสีเขียวเข้ม เมื่อแก่เป็นสีแดง การปลูกพริก : ชอบดินร่วนซุย และอากาศร้อน
การขยายพันธุ์: โดยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์: ยอดอ่อนรับประทาน โดยลวกเป็นผักแกล้มน้ำพริก หรือนำไปปรุงอาหารประเภทแกงจืด แกงเลียง มีสรรพคุณทางยาขับลม ขับปัสสาวะ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลโซลานาซีอี (Solanaceae) ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันกับมะเขือ มันฝรั่ง และยาสูบพืชในตระกูลนี้มีอยู่ประมาณ 90 สกุล (Genus)หรือ 2,000 ชนิด (Species) โดยทั่วไปเป็นได้ทั้งพืชล้มลุก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปของโลก สำหรับพริกจัดอยู่ในสกุล Capsicum ซึ่งประกอบด้วยพืชชนิดต่างๆประมาณ 20-30 ชนิด สำหรับลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์ศาสตร์ของพริกมีดังนี้
ราก ระบบรากของพริกมีรากแก้ว รากหากินลึกมาก ต้นพริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกินกว่า1 เมตร และหยั่งลึกลงไปในดินเกินกว่า 1.20 เมตรรากฝอยหากินของพริกจะพบอยู่อย่างหนาแน่นมากในบริเวณรอบๆ ต้นใต้ผิวดินลึกประมาณ 60 เซนติเมตร
ลำต้นและกิ่ง ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1-2.5 ฟุต พริกเป็นพืชที่มีการเจริญของกิ่งเป็นแบบ dichotomous คือกิ่งจะเจริญจากลำต้นเพียง 1 กิ่ง แล้วแตกออกเป็น 2 กิ่ง และเพิ่มเป็น 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่ง ไปเรื่อยๆ และมักพบว่าต้นพริกที่สมบูรณ์จะมีกิ่งแตกขึ้นมาจากต้นที่ระดับดินหลายกิ่ง จนดูคล้ายกับว่ามีหลายต้นอยู่รวมที่เดียวกันดังนั้นจึงมักไม่พบลำต้นหลักแต่จะพบเพียงกิ่งหลักๆเท่านั้น ทั้งลำต้นและกิ่งนั้นในระยะแรกจะเป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เมื่อมีอายุมากขึ้นกิ่งก็จะยิ่งแข็งมาก แต่กิ่งหรือต้นพริกก็ยังคงเปราะและหักง่าย
ใบ พริกเป็นใบเลี้ยงคู่ ใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนบ้างเล็กน้อย ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนกระทั่งเรียวยาว มีขนาดแตกต่างกันออกไป ใบพริกหวาน
มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็ก แต่ในระยะเป็นต้นกล้าและใบล่างๆ ของต้นโตเต็มที่จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่
ดอก ลักษณะของดอกพริกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ ดอกเกิดที่ข้อตรงมุมที่เกิดใบหรือกิ่งก้านดอกอาจตรงหรือโค้ง ส่วนประกอบของดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วงและอาจมีกลีบตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก อับเกสรตัวผู้มีสีน้ำเงินแยกตัวเป็นกระเปาะเล็กๆ ยาวๆ เกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไปเหนือเกสรตัวผู้ ปลายเกสรตัวเมียมีรูปร่างเหมือนเหมือนกระบองหัวมน รังไข่มี 3 พู แต่อาจพบได้ตั้งแต่ อาจพบได้ตั้งแต่ 2-4 พู และจากการศึกษาพบว่า พริกเป็นพืชที่ ตอบสนองต่อช่วงกลางวัน โดยมักจะออกดอกและติดผลในสภาพวันสั้น ในระหว่างการเจริญเติบโดหากได้รับวันยาวหรือมีการใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความยาวของช่วงแสง พริกจะออกดอกช้าออกไป
ผล มีทั้งผลเดี่ยวและผลกลุ่ม ผลพริกเป็นประเภท berry ที่มีลักษณะเป็นกระเปาะมีฐานขั้วผลสั้นและหนา โดยปกติผลอ่อนมักชี้ขึ้น เมื่อผลแก่พันธุ์ที่มีลักษณะขั้วผลอ่อนให้ผลห้อยลง แต่บางพันธุ์ทั้งผลอ่อนและผลแก่จะชี้ขึ้น ผลมีลักษณะทั้งแบนๆ กลมยาว จนถึงพองอ้วนสั้น ขนาดของผล มีตั้งแต่ขนาดผลเล็กๆ ไปจนกระทั่งมีผลขนาดใหญ่ ผนังผลมีตั้งแต่บางจนถึงหนาขึ้นอยู่กับพันธุ์ ผลอ่อนมีทั้งสีเหลืองอ่อน สีเขียวอ่อน สีเขียวเข็ม และสีม่วง เมื่อผลสุก อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้มเหลือง น้ำตาล ขาวนวลหรือสีม่วง เมื่อผลสุก อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล ขาวนวล หรือสีม่วงพร้อมๆกัน กับการแก่ของเมล็ดในผลควบคู่กันไป บางพันธุ์เผ็ดจัด บางพันธุ์ไม่เผ็ดเลยหรือเผ็ดน้อย ฐานของผลอาจแบ่งออกเป็น 2-4 ห้อง ซึ่งจะเห็นได้ชัดในพริกหวาน แต่พริกที่มีขนาดผลเล็กอาจสังเกตได้ยาก บางพันธุ์อาจดูเหมือนว่าภายในผลมีเพียงห้องเดียว โดยตลอดเนื่องจาก septae ไม่เจริญยาวตลอดถึงปลายผล เมล็ดจะเกิดเกาะรวมกันอยู่ที่รก (Placenta) ซึ่งมีตั้งแต่โคนจนถึงปลายผล ในระหว่างการเจริญเติบโตของผลหากอุณหภูมิในเวลากลางวันสูงและความชื้นในบรรยากาศต่ำ จะทำให้ผลพริกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ มีรูปร่างบิดเบี้ยวและมีขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังทำให้การติดเมล็ดต่ำกว่าปกติอีกด้วย
เมล็ด เมล็ดพริกขี้หนูมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าเมล็ดมะเขือเทศแต่มีรูปร่างคล้ายๆกันคือ มีรูปร่างกลมแบน มีสีเหลืองไปจนถึงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ผิวไม่ต่อยมีขนเหมือน เมล็ดมะเขือเทศ มีร่องลึกอยู่ทางด้านหนึ่งของเมล็ด เมล็ดจะติดอยู่กับรกโดยเฉพาะทางด้านฐานของผลพริกเมล็ดจะติดอยู่มากกว่าปลายผล ส่วนมากที่เปลือกของผล และเปลือกของเมล็ดมักมีเชื้อโรคพวกโรคใบจุด และโรคใบเหี่ยวติดมา สำหรับจำนวนเมล็ดต่อผลพริก 1 ผล จะไม่แน่นอน แต่ตามมาตรฐานของขนาดเมล็ดพริกแล้ว เมล็ด
พริกหวาน 1 กรัม ควรที่จะมีเมล็ด 166 เมล็ดขึ้นไป ส่วนพริกเผ็ดที่มีขนาดผลเล็กควรมีขนาดเมล็ดเล็กลง เช่น เมล็ดพริกพันธุ์ห้วยสีทน 1 น้ำหนัก 1 กรัม มีจำนวนเมล็ดถึง256 เมล็ด เมล็ดพริกมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ 2-4 ปี
ความลับของพริกขี้หนู
๑. แก้ปวดหัว ปวดหัวเนื่องมาจากไข้หวัด หรือตััวร้อน ใช้ใบพริกขี้ หนูสดๆ ตำกับดินสอพองปิดขมับ
๒. แก้เจ็บคอ เสียงแหบ ใช้น้ำต้มหรือยาชงพริกขี้หนู กลัวคอแก้ เจ็บคอและเสียงแหบได้ โดยใช้พริกขี้หนูป่น ๑ หยิบมือเติมน้ำเดือดลง ไป ๑ แก้ว ทิ้งไว้พออุ่น ใช้น้ำกลัวคอ
๓. ช่วยขับลม แก้อาหารไม่ย่อย เจริญอาหาร โดยกินพริกขี้หนูสวน รักษากระเพาะที่ไม่มีกำลังย่อยอาหาร
๔. แก้ปลาดุกยัก ใช้พริกขี้หนูสดเขียวหรือแดงก็ได้ ขยี้ตรงที่ปลาดุก แทงจะหายปวด ขยี้แล้วจะรู้สึกเย็น(ธรรมดาพริกขี้หนูร้อน) ไม่บวม ไม่ฟกช้ำด้วย
๕. แก้เท้าแตก ใช้พริกขี้หนูทั้ง ๕ ปูนขาว สื่งละพอควร เอาไปต้ม เอาน้ำมาแช่เท้าที่แตก ถ้าไม่หายเอาต้นสลัดได รากหนอนตากยาก ใส่ลงไปด้วย
๖. แก้บวม ใบพริกขี้หนู บดผสมนำ้มะนาว พอกบริเวณที่บวม
๗. รักษาแผลสดและแผลเปื่อย ใช้ใบพริกขี้หนู ตำพอกรักษาแผล สดและแผลเปื่อย(อย่าใช้พริกขี้หนูปิดแผลมากเกินไปเพราะจะทำให้ร้อน
๘. ใบ้ใบเป็นอาหาร ใบพริกขี้หนูมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะมี ธาตุ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไวาตามินเอ และบีอยู่มาก บำรุงกระดูก บำรุง ประสาท
๙. แก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด ใช้พริกขี้หนููแห้ง ตำผงละลาย น้ำมาะนาว ทาแผลตะขาบกัด แมลงป่องต่อย หายเจ็บปวดดีนัก
๑๐. มดคันไฟกัด ใช้ใบหรือดอกพริกขี้หนูก้ได้ ถูบริเวณถูกกัด หายแล
ชื่อวิทยาศาสตร์: Capsicum flutescens Linn.
ชื่อวงศ์: SOLANACAEAC
ชื่อสามัญ: Bird Chilli
ชื่อท้องถิ่น: พริกแต้ ดีปลีขี้นก หมักเพ็ด
ลักษณะวิสัย: ไม้ต้น
ลักษณะทั่วไป: พริกเป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1-1.25 ฟุต ใบแบนเรียบเป็นมัน ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดเล็ก กลีบดอกจะมีสีขาว หรือสีม่วง เกสรตัวผู้ 1-10 อัน เกสรตัวเมีย 1-2 อัน ผลหลายขนาด ผลขนาดเล็กยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว ลูกอ่อนสีเขียวเข้ม เมื่อแก่เป็นสีแดง การปลูกพริก : ชอบดินร่วนซุย และอากาศร้อน
การขยายพันธุ์: โดยการเพาะเมล็ด
ประโยชน์: ยอดอ่อนรับประทาน โดยลวกเป็นผักแกล้มน้ำพริก หรือนำไปปรุงอาหารประเภทแกงจืด แกงเลียง มีสรรพคุณทางยาขับลม ขับปัสสาวะ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
พริกเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลโซลานาซีอี (Solanaceae) ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันกับมะเขือ มันฝรั่ง และยาสูบพืชในตระกูลนี้มีอยู่ประมาณ 90 สกุล (Genus)หรือ 2,000 ชนิด (Species) โดยทั่วไปเป็นได้ทั้งพืชล้มลุก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปของโลก สำหรับพริกจัดอยู่ในสกุล Capsicum ซึ่งประกอบด้วยพืชชนิดต่างๆประมาณ 20-30 ชนิด สำหรับลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์ศาสตร์ของพริกมีดังนี้
ราก ระบบรากของพริกมีรากแก้ว รากหากินลึกมาก ต้นพริกที่โตเต็มที่รากฝอยจะแออกไปหากินด้านข้างในรัศมีเกินกว่า1 เมตร และหยั่งลึกลงไปในดินเกินกว่า 1.20 เมตรรากฝอยหากินของพริกจะพบอยู่อย่างหนาแน่นมากในบริเวณรอบๆ ต้นใต้ผิวดินลึกประมาณ 60 เซนติเมตร
ลำต้นและกิ่ง ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1-2.5 ฟุต พริกเป็นพืชที่มีการเจริญของกิ่งเป็นแบบ dichotomous คือกิ่งจะเจริญจากลำต้นเพียง 1 กิ่ง แล้วแตกออกเป็น 2 กิ่ง และเพิ่มเป็น 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่ง ไปเรื่อยๆ และมักพบว่าต้นพริกที่สมบูรณ์จะมีกิ่งแตกขึ้นมาจากต้นที่ระดับดินหลายกิ่ง จนดูคล้ายกับว่ามีหลายต้นอยู่รวมที่เดียวกันดังนั้นจึงมักไม่พบลำต้นหลักแต่จะพบเพียงกิ่งหลักๆเท่านั้น ทั้งลำต้นและกิ่งนั้นในระยะแรกจะเป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เมื่อมีอายุมากขึ้นกิ่งก็จะยิ่งแข็งมาก แต่กิ่งหรือต้นพริกก็ยังคงเปราะและหักง่าย
ใบ พริกเป็นใบเลี้ยงคู่ ใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนบ้างเล็กน้อย ใบมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนกระทั่งเรียวยาว มีขนาดแตกต่างกันออกไป ใบพริกหวาน
มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็ก แต่ในระยะเป็นต้นกล้าและใบล่างๆ ของต้นโตเต็มที่จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่
ดอก ลักษณะของดอกพริกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ ดอกเกิดที่ข้อตรงมุมที่เกิดใบหรือกิ่งก้านดอกอาจตรงหรือโค้ง ส่วนประกอบของดอกประกอบด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วงและอาจมีกลีบตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก อับเกสรตัวผู้มีสีน้ำเงินแยกตัวเป็นกระเปาะเล็กๆ ยาวๆ เกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไปเหนือเกสรตัวผู้ ปลายเกสรตัวเมียมีรูปร่างเหมือนเหมือนกระบองหัวมน รังไข่มี 3 พู แต่อาจพบได้ตั้งแต่ อาจพบได้ตั้งแต่ 2-4 พู และจากการศึกษาพบว่า พริกเป็นพืชที่ ตอบสนองต่อช่วงกลางวัน โดยมักจะออกดอกและติดผลในสภาพวันสั้น ในระหว่างการเจริญเติบโดหากได้รับวันยาวหรือมีการใช้แสงไฟฟ้าในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความยาวของช่วงแสง พริกจะออกดอกช้าออกไป
ผล มีทั้งผลเดี่ยวและผลกลุ่ม ผลพริกเป็นประเภท berry ที่มีลักษณะเป็นกระเปาะมีฐานขั้วผลสั้นและหนา โดยปกติผลอ่อนมักชี้ขึ้น เมื่อผลแก่พันธุ์ที่มีลักษณะขั้วผลอ่อนให้ผลห้อยลง แต่บางพันธุ์ทั้งผลอ่อนและผลแก่จะชี้ขึ้น ผลมีลักษณะทั้งแบนๆ กลมยาว จนถึงพองอ้วนสั้น ขนาดของผล มีตั้งแต่ขนาดผลเล็กๆ ไปจนกระทั่งมีผลขนาดใหญ่ ผนังผลมีตั้งแต่บางจนถึงหนาขึ้นอยู่กับพันธุ์ ผลอ่อนมีทั้งสีเหลืองอ่อน สีเขียวอ่อน สีเขียวเข็ม และสีม่วง เมื่อผลสุก อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้มเหลือง น้ำตาล ขาวนวลหรือสีม่วง เมื่อผลสุก อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล ขาวนวล หรือสีม่วงพร้อมๆกัน กับการแก่ของเมล็ดในผลควบคู่กันไป บางพันธุ์เผ็ดจัด บางพันธุ์ไม่เผ็ดเลยหรือเผ็ดน้อย ฐานของผลอาจแบ่งออกเป็น 2-4 ห้อง ซึ่งจะเห็นได้ชัดในพริกหวาน แต่พริกที่มีขนาดผลเล็กอาจสังเกตได้ยาก บางพันธุ์อาจดูเหมือนว่าภายในผลมีเพียงห้องเดียว โดยตลอดเนื่องจาก septae ไม่เจริญยาวตลอดถึงปลายผล เมล็ดจะเกิดเกาะรวมกันอยู่ที่รก (Placenta) ซึ่งมีตั้งแต่โคนจนถึงปลายผล ในระหว่างการเจริญเติบโตของผลหากอุณหภูมิในเวลากลางวันสูงและความชื้นในบรรยากาศต่ำ จะทำให้ผลพริกมีการเจริญเติบโตผิดปกติ มีรูปร่างบิดเบี้ยวและมีขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังทำให้การติดเมล็ดต่ำกว่าปกติอีกด้วย
เมล็ด เมล็ดพริกขี้หนูมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าเมล็ดมะเขือเทศแต่มีรูปร่างคล้ายๆกันคือ มีรูปร่างกลมแบน มีสีเหลืองไปจนถึงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ผิวไม่ต่อยมีขนเหมือน เมล็ดมะเขือเทศ มีร่องลึกอยู่ทางด้านหนึ่งของเมล็ด เมล็ดจะติดอยู่กับรกโดยเฉพาะทางด้านฐานของผลพริกเมล็ดจะติดอยู่มากกว่าปลายผล ส่วนมากที่เปลือกของผล และเปลือกของเมล็ดมักมีเชื้อโรคพวกโรคใบจุด และโรคใบเหี่ยวติดมา สำหรับจำนวนเมล็ดต่อผลพริก 1 ผล จะไม่แน่นอน แต่ตามมาตรฐานของขนาดเมล็ดพริกแล้ว เมล็ด
พริกหวาน 1 กรัม ควรที่จะมีเมล็ด 166 เมล็ดขึ้นไป ส่วนพริกเผ็ดที่มีขนาดผลเล็กควรมีขนาดเมล็ดเล็กลง เช่น เมล็ดพริกพันธุ์ห้วยสีทน 1 น้ำหนัก 1 กรัม มีจำนวนเมล็ดถึง256 เมล็ด เมล็ดพริกมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ 2-4 ปี
ความลับของพริกขี้หนู
๑. แก้ปวดหัว ปวดหัวเนื่องมาจากไข้หวัด หรือตััวร้อน ใช้ใบพริกขี้ หนูสดๆ ตำกับดินสอพองปิดขมับ
๒. แก้เจ็บคอ เสียงแหบ ใช้น้ำต้มหรือยาชงพริกขี้หนู กลัวคอแก้ เจ็บคอและเสียงแหบได้ โดยใช้พริกขี้หนูป่น ๑ หยิบมือเติมน้ำเดือดลง ไป ๑ แก้ว ทิ้งไว้พออุ่น ใช้น้ำกลัวคอ
๓. ช่วยขับลม แก้อาหารไม่ย่อย เจริญอาหาร โดยกินพริกขี้หนูสวน รักษากระเพาะที่ไม่มีกำลังย่อยอาหาร
๔. แก้ปลาดุกยัก ใช้พริกขี้หนูสดเขียวหรือแดงก็ได้ ขยี้ตรงที่ปลาดุก แทงจะหายปวด ขยี้แล้วจะรู้สึกเย็น(ธรรมดาพริกขี้หนูร้อน) ไม่บวม ไม่ฟกช้ำด้วย
๕. แก้เท้าแตก ใช้พริกขี้หนูทั้ง ๕ ปูนขาว สื่งละพอควร เอาไปต้ม เอาน้ำมาแช่เท้าที่แตก ถ้าไม่หายเอาต้นสลัดได รากหนอนตากยาก ใส่ลงไปด้วย
๖. แก้บวม ใบพริกขี้หนู บดผสมนำ้มะนาว พอกบริเวณที่บวม
๗. รักษาแผลสดและแผลเปื่อย ใช้ใบพริกขี้หนู ตำพอกรักษาแผล สดและแผลเปื่อย(อย่าใช้พริกขี้หนูปิดแผลมากเกินไปเพราะจะทำให้ร้อน
๘. ใบ้ใบเป็นอาหาร ใบพริกขี้หนูมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะมี ธาตุ แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ไวาตามินเอ และบีอยู่มาก บำรุงกระดูก บำรุง ประสาท
๙. แก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด ใช้พริกขี้หนููแห้ง ตำผงละลาย น้ำมาะนาว ทาแผลตะขาบกัด แมลงป่องต่อย หายเจ็บปวดดีนัก
๑๐. มดคันไฟกัด ใช้ใบหรือดอกพริกขี้หนูก้ได้ ถูบริเวณถูกกัด หายแล
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555
ลูกกระวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre
ชื่อสามัญ : Siam Cardamom, Best Cardamom, Clustered Cardamom, Camphor Seed
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระวานดำ กระวานแดง กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก) กระวานจันทร์ กระวานโพธิสัตว์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้า สูงประมาณ 2 เมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันทำให้ดูคล้ายลำต้น ใบเดี่ยว แคบยาว รูปขอบขนาน ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม ช่อดอกออกจากเหง้าชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน รูปทรงกระบอก ยาว 6-15 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับสีเหลืองนวล มีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกใบประดับมีดอก 1-3 ดอก ปลายกลีบเลี้ยงมี 3 หยัก กลีบดอกสีเหลือง เป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์แปรสภาพเป็นกลีบขนาดใหญ่ สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง ผลค่อนข้างกลม สีนวล มี 3 พู ผลอ่อนมีขนและจะร่วงไปเมื่อแก่ ผลแก่จะแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดอ่อนสีขาวมีเยื่อหุ้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ราก หัวและหน่อ เปลือก แก่น กระพี้ ผลแก่ที่มีอายุ 4-5 ปี (เก็บในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม) เมล็ด
สรรพคุณ :
ราก - แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด
หัวและหน่อ - ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง
เปลือก - แก้ไข้ ผอมเหลือง รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้อันง่วงเหงา ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้อันเป็นอชินโรค และอชินธาตุ
แก่น - ขับพิษร้าย รักษาโรคโลหิตเป็นพิษ
กระพี้ - รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต
ใบ - แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา
ผลแก่ - รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9 เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ
เมล็ด - แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ
เหง้าอ่อน - ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ผลกระวาน ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
ใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งเดียว
ผลกระวาน ยังใช้ผสมยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง
สารเคมี : ในน้ำมันหอมระเหย กระวาน (Essential oil) พบสารเคมีคือ Borneol, Cineol, Camphor
ชื่อสามัญ : Siam Cardamom, Best Cardamom, Clustered Cardamom, Camphor Seed
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระวานดำ กระวานแดง กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก) กระวานจันทร์ กระวานโพธิสัตว์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้า สูงประมาณ 2 เมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันทำให้ดูคล้ายลำต้น ใบเดี่ยว แคบยาว รูปขอบขนาน ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม ช่อดอกออกจากเหง้าชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน รูปทรงกระบอก ยาว 6-15 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับสีเหลืองนวล มีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกใบประดับมีดอก 1-3 ดอก ปลายกลีบเลี้ยงมี 3 หยัก กลีบดอกสีเหลือง เป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์แปรสภาพเป็นกลีบขนาดใหญ่ สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง ผลค่อนข้างกลม สีนวล มี 3 พู ผลอ่อนมีขนและจะร่วงไปเมื่อแก่ ผลแก่จะแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดอ่อนสีขาวมีเยื่อหุ้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ราก หัวและหน่อ เปลือก แก่น กระพี้ ผลแก่ที่มีอายุ 4-5 ปี (เก็บในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม) เมล็ด
สรรพคุณ :
ราก - แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด
หัวและหน่อ - ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง
เปลือก - แก้ไข้ ผอมเหลือง รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้อันง่วงเหงา ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้อันเป็นอชินโรค และอชินธาตุ
แก่น - ขับพิษร้าย รักษาโรคโลหิตเป็นพิษ
กระพี้ - รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต
ใบ - แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา
ผลแก่ - รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9 เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ
เมล็ด - แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ
เหง้าอ่อน - ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ผลกระวาน ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
ใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งเดียว
ผลกระวาน ยังใช้ผสมยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง
สารเคมี : ในน้ำมันหอมระเหย กระวาน (Essential oil) พบสารเคมีคือ Borneol, Cineol, Camphor
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555
พลูคาว
การใช้สมุนไพรพลูคาวเพื่อเป็นยารักษาโรค
พลูคาวเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศไทยทางภาคเหนือ ใช้สมุนไพรพลูคาวเพื่อลดไข้ ขจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะอาหารและรักษาอาการอักเสบ (Chang H, and But P. 1986 Pharmacology and application of Chinese Materia Medica, World Scientific, Singapore)
ในประเทศไทยโดยเฉพาะทางภาคเหนือใช้พลูคาวแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แผลแห้ง แก้เข้าข้อ แก้โรคผิวหนัง แก้อาการบวมน้ำ ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอ บิด โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และแก้ริดสีดวงทวาร (สมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ 2510. ประมวลสรรพคุณยาไทยภาคสอง หน้า 314-315. นันทวัน บุญยะประภัสสร และอรนุช โชคชัยเจริญพร. 2542 สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(3) บริษัท ประชาชน จำกัด กรุงเทพฯ หน้า 304)
คำแนะนำ
พลูคาวไม่ควรใช้มาเป็นยารักษาโรคไตหรือขับปัสสาวะเป็นอันขาด (ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต โดย ดร.สาทิส อินทรกำแหง)
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชของสมุนไพรพลูคาวในต่างประเทศหลายเรื่อง
ฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง
มีการรายงานว่าสารสำคัญของสมุนไพรพลูคาวมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง 5 ชนิดคือ เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งสมอง และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยพบว่าการทำลายเซลล์มะเร็งดังกล่าวแต่ละชนิดเป็นไปอย่างมีนัยทางสถิติ (Kim SK, Ryu SY, No J, Choi Su and Kim YS. 2001. Cytotoxic alkaloids from Houttuynia cordata. Arch Pharm Res. 24(6) : 518-521.
ฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว
มีการทดลองใช้สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพรพลูคาวยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพรพลูคาวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
มีการจดสิทธิบัตรในประเทศจีน ซึ่งเป็นสิทธิบัตรยารักษามะเร็งที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบดังนี้คือ
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1228310 เป็นสิทธิบัตรยารักษาโรคมะเร็งที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งทางเดินหายใจ เนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1141799 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร กำจัดความร้อนและสารพิษ เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1113789 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเพื่อยับยั้งเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทาน
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1178110 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งปอด
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1099989 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ ตำรับสำหรับทาภายนอก (ยาครีม) รักษามะเร็งเต้านม และเต้านมอักเสบ
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1100951 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ ใช้ทั้งรับประทานและเป็นยาฉีด ใช้รักษามะเร็งกระเพาะอาหาร
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1098932 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบสำหรับรักษามะเร็งและรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัด
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1105246 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเป็นยาน้ำรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งเต้านม
เอกสารอ้างอิง :
ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง http://www.siamCA.com
พลูคาวเป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศไทยทางภาคเหนือ ใช้สมุนไพรพลูคาวเพื่อลดไข้ ขจัดสารพิษ รักษาแผลในกระเพาะอาหารและรักษาอาการอักเสบ (Chang H, and But P. 1986 Pharmacology and application of Chinese Materia Medica, World Scientific, Singapore)
ในประเทศไทยโดยเฉพาะทางภาคเหนือใช้พลูคาวแก้กามโรค ทำให้น้ำเหลืองแห้ง แผลแห้ง แก้เข้าข้อ แก้โรคผิวหนัง แก้อาการบวมน้ำ ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ไอ บิด โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และแก้ริดสีดวงทวาร (สมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ 2510. ประมวลสรรพคุณยาไทยภาคสอง หน้า 314-315. นันทวัน บุญยะประภัสสร และอรนุช โชคชัยเจริญพร. 2542 สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(3) บริษัท ประชาชน จำกัด กรุงเทพฯ หน้า 304) คำแนะนำ
พลูคาวไม่ควรใช้มาเป็นยารักษาโรคไตหรือขับปัสสาวะเป็นอันขาด (ปั้นชีวิตใหม่ด้วยชีวจิต โดย ดร.สาทิส อินทรกำแหง)
มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชของสมุนไพรพลูคาวในต่างประเทศหลายเรื่อง
ฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง
มีการรายงานว่าสารสำคัญของสมุนไพรพลูคาวมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง 5 ชนิดคือ เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งสมอง และเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยพบว่าการทำลายเซลล์มะเร็งดังกล่าวแต่ละชนิดเป็นไปอย่างมีนัยทางสถิติ (Kim SK, Ryu SY, No J, Choi Su and Kim YS. 2001. Cytotoxic alkaloids from Houttuynia cordata. Arch Pharm Res. 24(6) : 518-521.
ฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว
มีการทดลองใช้สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพรพลูคาวยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า สารสกัดด้วยน้ำของสมุนไพรพลูคาวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
มีการจดสิทธิบัตรในประเทศจีน ซึ่งเป็นสิทธิบัตรยารักษามะเร็งที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบดังนี้คือ
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1228310 เป็นสิทธิบัตรยารักษาโรคมะเร็งที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งทางเดินหายใจ เนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1141799 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร กำจัดความร้อนและสารพิษ เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1113789 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเพื่อยับยั้งเซลล์มะเร็งและเพิ่มภูมิต้านทาน
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1178110 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเพื่อใช้รักษาโรคมะเร็งปอด
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1099989 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ ตำรับสำหรับทาภายนอก (ยาครีม) รักษามะเร็งเต้านม และเต้านมอักเสบ
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1100951 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบ ใช้ทั้งรับประทานและเป็นยาฉีด ใช้รักษามะเร็งกระเพาะอาหาร
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1098932 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบสำหรับรักษามะเร็งและรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้รังสีรักษาและเคมีบำบัด
สิทธิบัตรจีนเลขที่ CN1105246 เป็นสิทธิบัตรยาที่มีสมุนไพรพลูคาวเป็นส่วนประกอบเป็นยาน้ำรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งเต้านม
เอกสารอ้างอิง :
ชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง http://www.siamCA.com
ขมิ้นชัน
ขมิ้นชัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma loga Linn., Curcuma domestica Valeton.
ชื่อวงศ์ Zingiberaceae ชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ยากยอ, สะยอ, หมิ้น
ส่วนที่ใช้คือ เหง้าสดและแห้ง
ขมิ้นชันมีประโยชน์ และสรรพคุณ หลายประการดังนี้
มีวิตามิน A, C, E เมื่อข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ
สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร
ช่วยย่อยอาหาร
ทำความสะอาดให้ลำไส้
เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ
ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง
กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง
ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี
กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ใช้ปรุงอาหารกิน ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นชันจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้บางส่วน
ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นชันบดเป็นผงต้องนำขมิ้นชันมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง แล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นชันแห้ง ความร้อนควรไม่เกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้
กินขมิ้นชันให้ตรงเวลาที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูของระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูล ทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินในจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ
นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)
ช่วงเวลา เป็นเวลาของ
03.00 - 05.00 น. ปอด
05.00 - 07.00 น. ลำไส้ใหญ่
07.00 - 09.00 น. กระเพาะอาหาร
09.00 - 11.00 น. ม้าม
11.00 - 13.00 น. หัวใจ
13.00 - 15.00 น. ลำไส้เล็ก
15.00 - 17.00 น. กระเพาะปัสสาวะ
17.00 - 19.00 น. ไต
19.00 - 21.00 น. เยื่อหุ้มหัวใจ
21.00 - 23.00 น. พลังงานรวม
23.00 - 01.00 น. ถุงน้ำดี
01.00 - 03.00 น. ตับ
กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น
( เวลา 03.00 - 05.00 น. ) ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง
( เวลา 05.00 - 07.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันในเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป แต่ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือนำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆอยู่เป็นล้านๆเส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้
( เวลา07.00 - 09.000 น. ) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม
( เวลา 09.00 - 11.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไปผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกับม้าม ลดอาการเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน
( เวลา 11.00 -13.00 น. ) ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป
( เวลา 13.00 - 15.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะลำไส้เล็ก ไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมกัน ทำให้เกิดแก๊ส และมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว และขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป
( เวลา 15.00 - 17.00 น. ) ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้
กินเลยเวลาจากช่วงนี้จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น การกินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่ให้เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินในปริมาณมาก
การกินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตอรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ
ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสมน้ำ 1 แก้ว(ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่
ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ แล้วไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น
ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย
ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลในลำไส้
ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ
เอกสารอ้างอิง :
จากหนังสือ กินเป็น ลืมป่วย ล้างพิษในร่างกาย
ชื่อวงศ์ Zingiberaceae ชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ยากยอ, สะยอ, หมิ้น
ส่วนที่ใช้คือ เหง้าสดและแห้ง
ขมิ้นชันมีประโยชน์ และสรรพคุณ หลายประการดังนี้มีวิตามิน A, C, E เมื่อข้าสู่ร่างกายจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว มีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ
สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร
ช่วยย่อยอาหาร
ทำความสะอาดให้ลำไส้
เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ
ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ
สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง
กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่กินเข้าไปแล้วสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง
ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี
กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ใช้ปรุงอาหารกิน ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากินและยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นชันจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้บางส่วน
ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นชันบดเป็นผงต้องนำขมิ้นชันมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง แล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นชันแห้ง ความร้อนควรไม่เกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้
กินขมิ้นชันให้ตรงเวลาที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูของระบบของอวัยวะ กินเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็กินครั้งละ 1 แคปซูล ทุกๆ 2 ชั่วโมง ถ้ากินในจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะไปขับไขมันในตับ
นาฬิกาชีวิต (ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา)
ช่วงเวลา เป็นเวลาของ
03.00 - 05.00 น. ปอด
05.00 - 07.00 น. ลำไส้ใหญ่
07.00 - 09.00 น. กระเพาะอาหาร
09.00 - 11.00 น. ม้าม
11.00 - 13.00 น. หัวใจ
13.00 - 15.00 น. ลำไส้เล็ก
15.00 - 17.00 น. กระเพาะปัสสาวะ
17.00 - 19.00 น. ไต
19.00 - 21.00 น. เยื่อหุ้มหัวใจ
21.00 - 23.00 น. พลังงานรวม
23.00 - 01.00 น. ถุงน้ำดี
01.00 - 03.00 น. ตับ
กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น
( เวลา 03.00 - 05.00 น. ) ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง
( เวลา 05.00 - 07.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันในเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของสำไส้ใหญ่ ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ไขปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป แต่ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว หรือนำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆอยู่เป็นล้านๆเส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้
( เวลา07.00 - 09.000 น. ) ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม
( เวลา 09.00 - 11.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลในปาก อ้วนเกินไปผอมเกินไปที่เกี่ยวข้องกับม้าม ลดอาการเป็นเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน
( เวลา 11.00 -13.00 น. ) ใครมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หรือไม่มี ก็กินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลย 11.00 น. ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปอด ปอดจะส่งไปที่ผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป
( เวลา 13.00 - 15.00 น. ) ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องปวดท้องบ่อย เพราะมีไขมันเกาะลำไส้เล็ก ไขมันที่เคลือบลำไส้จะเคลือบขยะเอาไว้ด้วยแล้วสะสมกัน ทำให้เกิดแก๊ส และมีอาการปวดท้องตอนบ่ายในช่วงเวลานี้ ถ้ากินสูตรโยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว และขมิ้นชัน จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดีที่สุด สูตรโยเกิตนี้ตัวจุลินทรีย์จะช่วยเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็น บี 12 เพื่อส่งไปเลี้ยงสมองต่อไป
( เวลา 15.00 - 17.00 น. ) ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้
กินเลยเวลาจากช่วงนี้จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยเพลีย และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น การกินขมิ้นชันมากจะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่ให้เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินในปริมาณมาก
การกินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตอรอย์ที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ
ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสมน้ำ 1 แก้ว(ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่
ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ แล้วไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น
ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย
ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลในลำไส้
ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ
เอกสารอ้างอิง :
จากหนังสือ กินเป็น ลืมป่วย ล้างพิษในร่างกาย
สมุนไพรลดไขมันในเส้นเลือด
สมุนไพร ลดไขมันในเส้นเลือด คลอเรสเตอรอล
Tags: สมุนไพร เห็ดหลินจือ เจียวกู้หลาน ลดไขมันในเส้นเลือด ลดคลอเรสเตอรอล
สมุนไพรที่ใช้ลดไขมันในเส้นเลือด ลดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรค์ ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง ดอกคำฝอย เห็ดหลินจือ ปัญจขันธ์(เจียวกู้หลาน)หรือที่เรียกว่าโสมภาคใต้ และอาร์ติโชค ส่วนสมุนไพรที่ช่วยเพิ่ม HDL ไขมันดี ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง อาร์ติโชค
ไขมันในเส้นเลือด แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรค์ (Triglyceride) ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นไขมันที่ให้พลังงานให้แก่ร่างกาย เกิดจาก
อาหารที่รับประทาน ได้แก่ ไข่แดง ไข่ปลา กุ้ง ปู ปลาหมึก หอย เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน และน้ำมันหมู น้ำมันไก่ เป็นต้น เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเองจากการทำงานของตับและลำไส้ เกิดจากยา เช่น ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาฮอร์โมน steroid
ปัญหาของคลอเรสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรค์ (Triglyceride) ก็คือ ถ้าร่างกายมีคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรค์ มากเกินไป มันจะไปเกาะตัวอยู่ตรงผนังด้านในของหลอดเลือด ถ้าสะสมมากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดตีบ โลหิตไหลเวียนยาก
คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ LDL Cholesteral หรือไขมันไม่ดี เป็นไขมันที่เป็นต้นเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและ หลอดเลือดสมองตีบตัน HDL Cholesteral หรือไขมันที่ดี เป็นไขมันที่มีหน้าที่ป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ค่าไขมันคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรค์ สามารถตรวจวัดได้โดยการเจาะเลือด และต้องอดน้ำอดอาหารไม่น้อยกว่า 12 ชม. ก่อนตรวจเลือดค่ามาตรฐานของคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรค์ เป็นดังนี้
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesteral) ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า Total Cholesteral ที่สูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ LDL Cholesteral หรือไขมันไม่ดี ค่าปกติไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า LDL ที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากไขมันจะเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดแดง HDL Cholesteral หรือไขมันที่ดี ค่าปกติต้องสูงกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ชายควรมีระดับ HDL ระหว่าง 40-50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในขณะที่ผู้หญิงควรมีระดับ HDL อยู่ระหว่าง 50-60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า HDL ที่สูง จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride ) ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งเช่นเดียวกัน
Cholesteral = HDL + LDL + [ Triglyceride / 5 ]
แนวทางการป้องกันไขมันและคอเลสเตอรอล
บริโภคอาหารครบ 5 หมู่ และหลีกเลียงอาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง ไขมันคอเลสเตอรอลลส่วนใหญ่มาจาก ไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว (น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น รำ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ไม่มีคอเลสเตอรอล) ดังนั้นหลักสำคัญ ของการลดระดับไขมันในเลือดคือการ ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่เราเห็นๆว่ามีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ข้างขาหมู ข้าวมันไก่ กะทิ เนย พิซซา เบอร์เกอร์ เป็นต้น คอเลสเตอรอลยังมีมากในเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดงจากไข่ทุกประเภท (แต่ไม่พบในไข่ขาว) อาหาร ทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม มันปู
ควบคุมคอเลสเตอรอล, LDL Cholesteral และไตรกลีเซอไรด์ ไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน เพิ่ม HDL Cholesteral ให้สูง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว การออกกำลังกายยังทำให้ HDL Cholesteral เพิ่มสูงขึ้นด้วยไขมันเลว ไขมันดี มีอะไรบ้าง ไขมันเลว (ถ้ามีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL , ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) ไขมันดี เช่น HDL ,ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (รวมถึงโอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจและทำให้มีสุขภาพดี
สมุนไพรลดไขมันในเส้นเลือด
ปัญจขันธ์ (เจียวกู้หลาน)
มีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด เนื่องจากมีสารโพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอล ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL ( LDL: กรดไขมันที่เสียที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ) จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย นอกจากนั้นยังป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
หมายเหตุ
LDL Cholesterol คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ยิ่งมากยิ่งไม่ดี
HDL Cholesterol คอเลสเตอรอลที่ดี ยิ่งมากยิ่ง ดี
[ที่มา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ]
เห็ดหลินจือ
พบว่า ภายในเห็ดหลินจือ มีสารที่ใช้ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาและป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดได้ นั่นคือ กรดกาโนเดอริค ( Ganoderic acid ) และ กรดลูซิเดนิค (Lucidenic acid ) นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสาร นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) มีสรรพคุณในการป้องกันเส้นเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด (Antithrombotic activity) ส่งผลช่วยลดอัตราการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ลงได้
มีรายงานผลการศึกษาทางคลินิกโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นในผู้ป่วย 70 รายหลังจากให้ผู้ป่วยกินเห็ดหลินจือแบบสกัดเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าสามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ 74.2% ซึ่งตรงกันกับรายงานผลการศึกษาทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เมืองเซียงไฮ้ พบว่า สามารถลดไขมันในเลือดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ได้เช่นกัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดการอุดตันภายในเส้นเลือดของอวัยวะต่าง ๆ ได้
กระเจี๊ยบแดง
กลีบเลี้ยงของดอก เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตโดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด
ดอก: แก้โรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพราะปัสสาวะ และ ละลายไขมันในเส้นเลือด
ผล: ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ
เมล็ด: บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
รศ.ดร.เนตรนภิส ธีระวัลย์ชัย ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาคุณสมบัติของกระเจี๊ยบแดงต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) และยับยั้งคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (แอลดีแอล) จนพบว่า สารสกัดกระเจี๊ยบแดงออกฤทธิ์ ยับยั้งไขมันตัวร้ายและเพิ่มปริมาณไขมันดีอย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะนำไปพัฒนาเป็นยาลดไขมันในเลือดได้ในอนาคต
สาเหตุของโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง เกิดจากการสะสมของไขมันเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดก้อนไขมันเกาะและอุดตันอยู่บริเวณหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว และหากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองขาดเลือด มีความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตในที่สุด ผู้ที่ประสบภาวะไขมันในเลือดสูงมักจะไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีอาการแสดงออก แต่รู้ได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจ
ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง จำเป็นต้องรับประทานยาลดไขมัน ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตับสูง ทีมวิจัยจึงศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดไขมัน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นยาลดไขมันจากสมุนไพร ที่ราคาถูกและปลอดภัย จนกระทั่งพบว่ากระเจี๊ยบแดงมีคุณสมบัติดังกล่าว แต่ยังไม่มีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประสิทธิภาพ จึงยังไม่มีผู้ผลิตตัวยาจากสมุนไพรชนิดนี้
“ยาลดไขมันที่ใช้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศมีราคาขายอยู่ที่เม็ดละ ๖๐ บาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องกินต่อเนื่อง แต่หากทีมงานสามารถพัฒนายาลดไขมันจากสมุนไพรได้สำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มาก”
ดอกคำฝอย
ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ป้องกันไขมันอุดตัน ฟอกโลหิต ช่วยระบายอ่อนๆ และยังประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิดเช่น โปรตีน เบต้าแคโรทีน ไวตามินอี เป็นต้น
น้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (ไขมันดี) ในประมาณสูง ประมาณร้อยละ 75 จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับคอเลสเตอรอลในเลือด ได้เป็นคอเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate) และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 3 กรัม ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นชาได้ 3 เวลา ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ไปตรวจดูไขมันในเลือดลดหรือยัง ถ้าลดแล้วก็หยุดดื่มได้
อาร์ติโชค
ในอาร์ติโชคมีสารไซนาริน (cynarin) ช่วยลดไขมันในเลือด ลดได้ทั้งคอเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ แถมช่วยเพิ่ม HDL และยังช่วยบำรุงตับ ทำให้ตับทำงานได้ดียิ่งขึ้น
Book Reference:
อาหารเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร พญ. ญาณนุช เมตติกานนท์
มารู้จักอาร์ติโช้ค พญ.ลลิตา ธีระสิริ
หนังสือ เห็ดหลินจือกับการรักษาโรค โดย สมศักดิ์ ชินกร
วารสาร Health & Cuisine ฉบับเดือนตุลาคม 2550
Related Link: [WebSite External Reference]
กระเจี๊ยบต้านทานโรคหัวใจ http://www.oursiam.net/ ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/
http://www.thailabonline.com
น้ำผักผลไม้ ประปาไทย.คอม
Tags: สมุนไพร เห็ดหลินจือ เจียวกู้หลาน ลดไขมันในเส้นเลือด ลดคลอเรสเตอรอล
สมุนไพรที่ใช้ลดไขมันในเส้นเลือด ลดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรค์ ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง ดอกคำฝอย เห็ดหลินจือ ปัญจขันธ์(เจียวกู้หลาน)หรือที่เรียกว่าโสมภาคใต้ และอาร์ติโชค ส่วนสมุนไพรที่ช่วยเพิ่ม HDL ไขมันดี ได้แก่ กระเจี๊ยบแดง อาร์ติโชค
ไขมันในเส้นเลือด แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรค์ (Triglyceride) ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นไขมันที่ให้พลังงานให้แก่ร่างกาย เกิดจาก
อาหารที่รับประทาน ได้แก่ ไข่แดง ไข่ปลา กุ้ง ปู ปลาหมึก หอย เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน และน้ำมันหมู น้ำมันไก่ เป็นต้น เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเองจากการทำงานของตับและลำไส้ เกิดจากยา เช่น ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาฮอร์โมน steroid
ปัญหาของคลอเรสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรค์ (Triglyceride) ก็คือ ถ้าร่างกายมีคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรค์ มากเกินไป มันจะไปเกาะตัวอยู่ตรงผนังด้านในของหลอดเลือด ถ้าสะสมมากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดตีบ โลหิตไหลเวียนยาก
คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ LDL Cholesteral หรือไขมันไม่ดี เป็นไขมันที่เป็นต้นเหตุการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและ หลอดเลือดสมองตีบตัน HDL Cholesteral หรือไขมันที่ดี เป็นไขมันที่มีหน้าที่ป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ค่าไขมันคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรค์ สามารถตรวจวัดได้โดยการเจาะเลือด และต้องอดน้ำอดอาหารไม่น้อยกว่า 12 ชม. ก่อนตรวจเลือดค่ามาตรฐานของคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอไรค์ เป็นดังนี้
คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesteral) ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า Total Cholesteral ที่สูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ LDL Cholesteral หรือไขมันไม่ดี ค่าปกติไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า LDL ที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากไขมันจะเกาะอยู่ที่ผนังหลอดเลือดแดง HDL Cholesteral หรือไขมันที่ดี ค่าปกติต้องสูงกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ชายควรมีระดับ HDL ระหว่าง 40-50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในขณะที่ผู้หญิงควรมีระดับ HDL อยู่ระหว่าง 50-60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่า HDL ที่สูง จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ไตรกลีเซอไรด์ ( Triglyceride ) ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งเช่นเดียวกัน
Cholesteral = HDL + LDL + [ Triglyceride / 5 ]
แนวทางการป้องกันไขมันและคอเลสเตอรอล
บริโภคอาหารครบ 5 หมู่ และหลีกเลียงอาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง ไขมันคอเลสเตอรอลลส่วนใหญ่มาจาก ไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว (น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น รำ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ไม่มีคอเลสเตอรอล) ดังนั้นหลักสำคัญ ของการลดระดับไขมันในเลือดคือการ ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่เราเห็นๆว่ามีไขมันสูง เช่น หมูสามชั้น เนื้อติดมัน หนังเป็ด หนังไก่ ข้างขาหมู ข้าวมันไก่ กะทิ เนย พิซซา เบอร์เกอร์ เป็นต้น คอเลสเตอรอลยังมีมากในเครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ ไข่แดงจากไข่ทุกประเภท (แต่ไม่พบในไข่ขาว) อาหาร ทะเลบางชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม มันปู
ควบคุมคอเลสเตอรอล, LDL Cholesteral และไตรกลีเซอไรด์ ไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน เพิ่ม HDL Cholesteral ให้สูง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว การออกกำลังกายยังทำให้ HDL Cholesteral เพิ่มสูงขึ้นด้วยไขมันเลว ไขมันดี มีอะไรบ้าง ไขมันเลว (ถ้ามีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ คอเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL , ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) ไขมันดี เช่น HDL ,ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (รวมถึงโอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจและทำให้มีสุขภาพดี
สมุนไพรลดไขมันในเส้นเลือด
ปัญจขันธ์ (เจียวกู้หลาน)
มีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด เนื่องจากมีสารโพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอล ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL ( LDL: กรดไขมันที่เสียที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ) จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย นอกจากนั้นยังป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหมายเหตุ
LDL Cholesterol คอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ยิ่งมากยิ่งไม่ดี
HDL Cholesterol คอเลสเตอรอลที่ดี ยิ่งมากยิ่ง ดี
[ที่มา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ]
เห็ดหลินจือ
พบว่า ภายในเห็ดหลินจือ มีสารที่ใช้ลดไขมันในเส้นเลือด รักษาและป้องกันการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดได้ นั่นคือ กรดกาโนเดอริค ( Ganoderic acid ) และ กรดลูซิเดนิค (Lucidenic acid ) นอกจากนี้ยังพบกลุ่มสาร นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) มีสรรพคุณในการป้องกันเส้นเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด (Antithrombotic activity) ส่งผลช่วยลดอัตราการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ลงได้มีรายงานผลการศึกษาทางคลินิกโดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นในผู้ป่วย 70 รายหลังจากให้ผู้ป่วยกินเห็ดหลินจือแบบสกัดเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าสามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ 74.2% ซึ่งตรงกันกับรายงานผลการศึกษาทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เมืองเซียงไฮ้ พบว่า สามารถลดไขมันในเลือดคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ได้เช่นกัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและช่วยลดการอุดตันภายในเส้นเลือดของอวัยวะต่าง ๆ ได้
กระเจี๊ยบแดง
กลีบเลี้ยงของดอก เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตโดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใดดอก: แก้โรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพราะปัสสาวะ และ ละลายไขมันในเส้นเลือด
ผล: ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ
เมล็ด: บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด
รศ.ดร.เนตรนภิส ธีระวัลย์ชัย ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาคุณสมบัติของกระเจี๊ยบแดงต่อการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) และยับยั้งคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (แอลดีแอล) จนพบว่า สารสกัดกระเจี๊ยบแดงออกฤทธิ์ ยับยั้งไขมันตัวร้ายและเพิ่มปริมาณไขมันดีอย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะนำไปพัฒนาเป็นยาลดไขมันในเลือดได้ในอนาคต
สาเหตุของโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง เกิดจากการสะสมของไขมันเป็นเวลานาน ก่อให้เกิดก้อนไขมันเกาะและอุดตันอยู่บริเวณหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว และหากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองขาดเลือด มีความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตในที่สุด ผู้ที่ประสบภาวะไขมันในเลือดสูงมักจะไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีอาการแสดงออก แต่รู้ได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจ
ในปัจจุบันผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง จำเป็นต้องรับประทานยาลดไขมัน ซึ่งมีความเป็นพิษต่อตับสูง ทีมวิจัยจึงศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดไขมัน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นยาลดไขมันจากสมุนไพร ที่ราคาถูกและปลอดภัย จนกระทั่งพบว่ากระเจี๊ยบแดงมีคุณสมบัติดังกล่าว แต่ยังไม่มีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประสิทธิภาพ จึงยังไม่มีผู้ผลิตตัวยาจากสมุนไพรชนิดนี้
“ยาลดไขมันที่ใช้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศมีราคาขายอยู่ที่เม็ดละ ๖๐ บาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องกินต่อเนื่อง แต่หากทีมงานสามารถพัฒนายาลดไขมันจากสมุนไพรได้สำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้มาก”
ดอกคำฝอย
ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ป้องกันไขมันอุดตัน ฟอกโลหิต ช่วยระบายอ่อนๆ และยังประกอบด้วยไขมันไม่อิ่มตัวหลายชนิดเช่น โปรตีน เบต้าแคโรทีน ไวตามินอี เป็นต้นน้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (ไขมันดี) ในประมาณสูง ประมาณร้อยละ 75 จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับคอเลสเตอรอลในเลือด ได้เป็นคอเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate) และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
ชาดอกคำฝอย ช่วยเสริมสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด โดยใช้ดอกแห้ง 3 กรัม ชงน้ำร้อนครึ่งแก้ว ดื่มเป็นชาได้ 3 เวลา ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ไปตรวจดูไขมันในเลือดลดหรือยัง ถ้าลดแล้วก็หยุดดื่มได้
อาร์ติโชค
ในอาร์ติโชคมีสารไซนาริน (cynarin) ช่วยลดไขมันในเลือด ลดได้ทั้งคอเลสเตอรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์ แถมช่วยเพิ่ม HDL และยังช่วยบำรุงตับ ทำให้ตับทำงานได้ดียิ่งขึ้น Book Reference:
อาหารเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร พญ. ญาณนุช เมตติกานนท์
มารู้จักอาร์ติโช้ค พญ.ลลิตา ธีระสิริ
หนังสือ เห็ดหลินจือกับการรักษาโรค โดย สมศักดิ์ ชินกร
วารสาร Health & Cuisine ฉบับเดือนตุลาคม 2550
Related Link: [WebSite External Reference]
กระเจี๊ยบต้านทานโรคหัวใจ http://www.oursiam.net/ ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/
http://www.thailabonline.com
น้ำผักผลไม้ ประปาไทย.คอม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









