ชื่อวงศ์: Poaceae (Gramineae)
ชื่ออังกฤษ: Lapine, Lemon grass, West Indian lemongrass
ชื่อท้องถิ่น: คาหอม, ไคร, จะไคร, เชิดเกรย, หัวสิงไค, เหลอะเกรย
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ คือ menthol (1,2), cineole (1,2), camphor (2,3), linalool (2) จึงลดอาการแน่นจุกเสียด
2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องเสีย
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหย คือ citral (4-6), citronellol, geraneol (7) และ cineole (8) มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้แก่เชื้อ E. coli (5) ส่วนน้ำมันหอมระเหยก็มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเช่นกัน (9-13) น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (0.3%) ขนาด 5 มคล./disc เมื่อนำมาทดสอบด้วยวิธี diffusion method พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Shigella flexneri และ Bacillus subtilis ที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง (14) สาร citral ที่เป็นส่วนประกอบหลักของนำมันตะไคร้ เมื่อนำมาทดสอบกับแบคทีเรีย Shigella flexneri และ Samonella typhi para-A พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้เมื่อใช้ในขนาดต่ำ (15) มีการพัฒนาสูตรตำรับเจลล้างมือจากน้ำมันตะไคร้ ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Samonella typhimurium ด้วยวิธี disc diffusion พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวได้ดีที่สุด คือตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ 5% โดยน้ำหนัก (16) มีการจดสิทธิบัตรว่าสารสกัดตะไคร้ เมื่อใช้เป็นส่วนผสมในยา อาหาร หรือเครื่องสำอาง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ (17)
3. ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก มีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าวโดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ (18) น้ำมันตะไคร้จากใบซึ่งมีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลัก (19) สามารถต้านเชื้อรา Trichophyton mentagrophytes, T. rubrum, Epidermophyton floccosum และ Microsporum gypseum ที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ได้ ด้วยวิธี Agar dilution (18, 19) และพบว่าน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นส่วนประกอบหลักมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าว โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้ง (MIC) เท่ากับ 122.5, 135, 115, 235 มคก./มล. ตามลำดับ และความเข้มข้นต่ำสุดของน้ำมันตะไคร้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราดังกล่าว (MLC) มีค่าเท่ากับ 135, 147.5, 125, 310 มคก./มล. และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อรา พบว่าที่ความเข้มข้น 2.5 และ 3.0% ให้ผลในการต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีที่สุดและเหมาะที่จะพัฒนาเป็นยาต่อไป (19)
เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดตะไคร้ด้วย เฮกเซน คลอโรฟอร์ม เอทานอล และน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อรา 4 ชนิด คือ Epidermophyton floccosum, Microsporum gypseum, T. mentagrophytes, T. rubrum ด้วยวิธี Agar diffusion พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ความเข้มข้น 20% โดยปริมาตร สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ โดยมีค่า MIC เท่ากับ 5, 10, 10 และ 20% ตามลำดับ และสารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนที่ความเข้มข้น 250 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อราดังกล่าวได้ทุกชนิด และมีค่า MIC ของสารสกัดเฮกเซนต่อเชื้อราดังกล่าว เท่ากับ 62.5, 125, 125 และ 250 มคก./มล. ตามลำดับ ส่วนสารสกัดคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้น้อย คือที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. เชื้อรายังคงเจริญเติบโตได้ 50% ส่วนสารสกัดเอทานอล และน้ำ ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวที่ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. และจากผลการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และในสารสกัดเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้ดี คือ สาร citral (20)
น้ำมันตะไคร้ (21, 22) ความเข้มข้น 1,000 และ 2,000 มคก./มล. (21) สามารถยับยั้งเชื้อรา T. mentagrophytes และ M. gypseum ได้ 100% (21) ซึ่งพบว่าค่า MIC ของน้ำมันตะไคร้ ต่อเชื้อดังกล่าวมีค่าเท่ากับ 0.08% v/v ซึ่งสาร citral, citronellal, citronellol และ geraniol ที่เป็นสารประกอบหลักในน้ำมันตะไคร้มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าวได้ดีเมื่อเทียบกับนำมันตะไคร้ ในขณะที่ dipentene, myrcene, limonene ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราดังกล่าว (22) มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ว่าสามารถรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา E. floccosum, Microsporum canis และ T. rubrum โดยไปยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังกล่าว (23)
4. ฤทธิ์ต้านยีสต์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ความเข้มข้น 40 และ 60 มคก./มล. ตามลำดับ เมื่อผสมลงในอาหารเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถต้านยีสต์ Candida albicans ได้ (18)
5. ฤทธิ์แก้ปวด
น้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 50 และ 100 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเจ็บปวดด้วยความร้อน พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 50 และ 80% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 40 และ 52% ตามลำดับ ภายในเวลา 60 นาที เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ที่ฉีดเข้าทางช่องท้องที่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพิ่มขึ้น 62% ในเวลา 60 นาที เช่นกัน (24) นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยดังกล่าว ขนาด 5 และ 10 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร เป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้สามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 48 และ 88% ตามลำดับ หรือหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเท่าเดิมให้กินทางปาก เป็นเวลา 1 ชม. ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดท้องจนชักด้วย 0.6% กรดอะซิตริก ฉีดเข้าทางช่องท้อง พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อท้องได้ 23 และ 47% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับยามาตรฐาน indomethacin ขนาด 2 มก./กก. ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 96% (24) และหากฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้ ขนาด 10 และ 50 มก./กก. เข้าทางช่องท้องหนูถีบจักร เป็นเวลา 20 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำให้หนูเกิดอาการปวดด้วย 1% ฟอ์รมาลิน ฉีดเข้าที่ฝ่าเท้าหนู พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 35.7 และ 73.2% ตามลำดับ หรือหากป้อนให้กินทางปาก ขนาด 50 และ 100 มก./กก. พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 27.7 และ 45.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยามาตรฐาน meperidine 5 มก./กก. ฉีดเข้าทางช่องท้อง ซึ่งสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 76% (24)
ชาชงตะไคร้ ขนาด 3 มล. ความเข้มข้น 10, 20 และ 40% เมื่อป้อนให้หนูถีบจักรกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 มคก./อุ้งเท้า และชาชงตะไคร้ความเข้มข้น 20% จำนวน 3 มล. เมื่อป้อนให้หนูกินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสาร prostaglandin E2 และ dibutyryl cyclic AMP ขนาด 100 มคก./อุ้งเท้า พบว่าชาชงตะไคร้สามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน และ prostaglandin E2 ได้แต่ไม่ได้ผลหากเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้ และสาร myrcene ขนาด 90 มก./กก. เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2 พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดได้ 75 และ 88% ตามลำดับ (25)
6. ฤทธิ์ขับน้ำดี
ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อย คือ borneol (26-28) และ fenchone (29) และ cineole (28)
7. ฤทธิ์ขับลม
ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่มีผลขับลมแต่ถ้าให้โดยฉีดทางช่องท้องให้ผล (30)
8. สารสำคัญในการออกฤทธิ์ขับลม
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ ช่วยขับลมจึงลดอาการแน่นจุกเสียด (31) และมี menthol, camphor และ linalool ช่วยขับลม (2)
9. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
9.1 การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะอาหารกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 ก./กก. ส่วนพิษในหนูขาวไม่ชัดเจน (32) และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่ามีพิษ (33) แต่สารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กก. เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว (34) มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 (35) การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ (34) การศึกษาพิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกลุ่มที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง (36)
มีผู้ทดสอบพิษของชาที่เตรียมจากตะไคร้พบว่า เมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้ง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เลือดและปัสสาวะ มีบางรายเท่านั้นที่ปริมาณบิลลิรูบิน และ amylase ขึ้น จึงนับว่าปลอดภัย (37) น้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ (0.8%) พบว่ามีอาการแพ้ แต่อาจเกิดจากสารอื่น (38) มีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมเมื่อสูดดมน้ำมันตะไคร้ (39)
9.2 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และ TA100 (40) มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ (41) มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคก./จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 (42) และเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (วัว ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มก./จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และ TA100 (43) ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-) (44)
9.3 พิษต่อยีน
ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (45) และ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นกัน (46)
9.4 พิษต่อเซลล์
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia (47) และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคก./มล. แต่เมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. (48) ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388), FA (murine ascites mamary carcinoma FM3A) แต่สารสกัดหยาบ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA (49) สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคก./ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB (50) แต่ในขนาด 20 มคก./ มล. ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI (51)
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด
1. นำตะไคร้ทั้งต้นรวมทั้งรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อนต้มกับเกลือ ต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ดื่ม 3 วัน จะหายปวดท้อง (52, 53)2. นำลำต้นแก่สดๆทุบพอแหลกประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม (54)
เอกสารอ้างอิง
1. Haginiwa J, Hasada M, Morishita I. Properties of essential oil components of aromatics and their phamacological effect on mouse intestine. Pharmacological studies on crude grugs. VII. Yakugaku Zasshi. 1963; 83: 624.
2. Evans BK, James KC, Luscombe DK. Quantitatives structure-activity relationships and carminative activity. J Pharm Sci 1978; 67: 277.
3. Cabo J, Crespo ME, Jimenez J, Zarzvelo A. The activity of the major components of their essential oils. The spasmolytic activity of various aromatic plants from the province of granada. I. Plant Med Phytother 1986; 203: 213-218.
4. Onawunmi GO. Evaluation of the antimicrobial activity of citral. Dept Pharm Obafemi Awolowo Univ Nigeria. Lett Appl Microbiol 1989; 9(3): 105-8.
5. Inouye S, Goi H, Miyauchi K, Muraki S, Ogihara M, Iwanami Y. Inhibitory effect of volatile constituents of plants on the proliferation of bacteria-antibacteria activity. J Antibact Antifungal Agents 1983; 11(11): 609-615.
6. Honda G, Koga K, Koezuka Y, Tabata M. Antidermatophytic compounds of Perilla frutescens Branton var. crispa decne. Fac Pharm Sci Kyoto Univ Japan. Shoyakugaku Zasshi 1984; 238(1): 127-130.
7. Megalla SE, El-Kelltawi NEM, Ross SA. A study of antimicrobial action of some essential oil constituents. Herba Pol 1980; 26(3): 181-186.
8. Prakash S, Sinha GK, Pathak RC. Antibacterial and antifungal properties of some essentials oils extracted from medicinal plants of the kumaon region. Indian Oil Soap J 1972; 379: 230-232.
9. Bose SM, Rao CNB, Subramanyan V. Relationship between the chemical constilation and the constituents of certain essential oils and ther bactericidal properties. J Sci Ind Res (India) 1949; 8B: 160-2.
10. Nayak KP, Dutta N.K. Role of essential oils and allied drugs in experimental cholera of the rabbit. Indian J Med Res 1961; 49, 51-4.
11. Ogunlana EO, Stefan H, Graze O, Ola S. Effects of lemongrass oil on the morphological characteristics and peptidoglycan synthesis of Escherichia cells. Microbiol 1987; 50(202): 43-59.
12. Onawunmi GO, Ogunlana EO. Effect of lemon grass oil on the cells and spheroplasts of Escherichia. Microbiol 1985; 28(110): 63-8.
13. Onawunmi GO. Effect of dimethylsulfoxide on the anti-bacterial activity of lemon grass oil. Microbios Lett 1987; 36(143-144): 105-11.
14. Cimanga K, Kambu K, Tona L, Apers S, De Bruyne T, Hermans N, et al. Correlation between chemical composition and antibacterial activity of essential oils of some aromatic medicinal plants growing in the Democratic Republic of Congo. J Ethnopharmacol 2002;79:213-20.
15. Syed M, Qamar S, Riaz M, Chaudhary FM. Essential oils of the family Gramineae with antibacterial activity. Part 2. The antibacterial activity of local variety of Cymbopogon citratus oil and its dependnce on the duration of strorage. Pak J Sci Ind Res 1995;38(3/4):146-8.
16. พรพีรา ปัทมานันท์ สายัณห์ เลื่องชัยเชวง. เจลสมุนไพรฆ่าเชื้อ. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2544.
17. Okamoto H, Okada F. Sterilizing/antimicrobial agents containing 1,2-octanediol and lemon grass extract, and their uses. Patent : Jpn Kokai Tokkyo Koho JP 2005232013, 2005:9pp.
18. บัณฑิตย์ ลิมปนชัยพรกุล. คุณสมบัติของสมุนไพรบางชนิดที่มีผลต่อการเจริญของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง. รวมบทคัดย่องานวิจัย การแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต, สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
19. Wannissorn B, Jarikasem S, Soontorntanasart T. Antifungal activity of lemon grass oil and lemon grass oil cream. Phytotherapy Research 1996;10:551-4.
20. อัจฉรา เหมทานนท์ สุมาลี เหลืองสกุล ธารารัตน์ ศุภศิริ. ฤทธิ์ของสารสกัดจากตะไคร้ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังบางชนิด. วารสารวิทยาศาสตร์ มศว 2532;5(2):115-23.
21. Dubey NK, Mishra AK. Evaluation of some essential oils against dermatophytes. Indian Drugs 1990;27(10):529-31.
22. Onawunmi GO. Evaluation of the antifungal activity of lemon grass oil. Int J Crud Drug Res 1989;27(2):121-6.
23. Rauber CS, Henriques A, Teresinha G, Silvia S, Schapoval EES. Pharmaceuticals for treatment of skin infections caused by Candida and dermtophytic fungi employing essential oil of Cymbopogon citrtus. Patent: Braz Pedido PI BR 2002003521, 2004:38 pp.
24. Viana GSB, Vale TG, Pinho RSN, Matos FJA. Antinociceptive effect of the essential oil from Cymbopogon citratus in mice. J Ethnopharmacol 2000;70:323-7.
25. Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, Filho DS, Ferreira SH. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea. J Ethnopharmacol 1991;34:43-8.
26. Vogel G. Predictability of the activity of drug combinations. Yes or No. Arzneim-forsch 1975; 1356.
27. Yamachara J, Kobayashi M, Yamasaki T, Sawada T, Uji A. Pharmacological effects of treaditional preparation "Kiogan". Shoyakugaku zasshi 1987; 38(4): 297-301.
28. Bell GD, Clegy RJ, Cohn MR, et al. Terpene therapy for gallstones effects of individual monoterpenes on bile flow, bile composition and hepatic cholesterogenesis in the rat. Brit J Pharmacol 1981; 71(1): 104-106.
29. Opeyke DL J. Monographs on fragrance raw material fenchone. Food Cosmet Toxicol 1976; 14: 769-771.
30. Carlini EA, Contar JDDR, Silva-Filho AR, Silviera-Filho NGD, Frochtengasten ML, Bueno OFA. Pharmacology of lemon grass (Cymbopogon Citratus): I. Effect of teas prepared from the leaves of laboratory animals. Pharmacol 1986; 17(1): 37-64.
31. Ross M.S.F., Brain K.K. An introduction to phytopharmacy. London: Pitman Medical Publishing Co. Ltd., 1977, p.158-176.
32. Anon. Lemongrass oil West Indian. Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
33. Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI. Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts. Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
34. Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). II. Effects of daily two month administration in male and female rats and in offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
35. Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils. Pharmazie 1959;14:435-45.
36. Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymbopogon citratus and Citrus medica in rats. Phytother Res 1992;6:279-81.
37. Leite JR, Seabra MD, Maluf E, et al. Pharmacology of lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf). III. Assessment of eventual toxic, hypnotic and anxiolytic effects on humans. J Ethnopharmacol 1986;17(1):75-83.
38. Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy. Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
39. Gruenwald J, Brendler T, Jaenicke C, et al (eds.). PDR for herbal medicines (2nd edition). New Jersey: Medical Economic Company, 2000:858 pp.
40. Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T. Antimutagenicity of lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay. Mutat Res 1994;341(1):71-5.
41. Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells in vitro. Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
42. Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their mutagenic/toxicological evaluations. J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
43. Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs treated with nitrite. Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
44. Ungsurungsie M, Suthienkul O, Paovalo C. Mutagenicity screening of popular Thai spices. Food Chem Toxicol 1982;20:527-30.
45. Ruiz AR, De La Torre RA, Alonso N, Villaescusa A, Betancourt J, Vizoso A. Screening of medicinal plants for induction of somatic segregation activity in Aspergillus nidulans. J Ethnopharmacol 1996;52(3):123-7.
46. Zamith HP, Vidal MN, Speit G, Paumgartten FJ. Absence of genotoxic activity of b-myrcene in the in vivo cytogenetic bone marrow assay. Braz J Med Biol Res 1993;26(1):93-8.
47. Dubey NK, Takeya K, Itokawa H. Citral: a cytotoxic principle isolated from the essential oil of Cymbopogon citratus against P388 leukemia cells. Curr Sci 1997;73(1):22-4.
48. Dubey NK, Kishore N, Varma J, Lee SY. Cytoxicity of the essential oil of Cymbopogon citratus and Ocimum gratissimum. Indian J Phar Sci 1997;59(5):263-4.
49. Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P. Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass. The 11th Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 Nov. 1993.
50. Arisawa M. Cell growth inhibition of KB cells by plant extracts. Natural Med 1994;48(4):338-47.
51. Murakami A, Kondo A, Nakamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K. Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand, and identification of an active constituent, cardamonin, of Boesenbergia pandurata. Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.
52. เปี่ยม บุญยะโชติ. ตำรายาไทยแผนโบราณ เล่ม 11. กรุงเทพฯ: เกษมบรรณกิจ, 2514, หน้า 113.
53. กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1. กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526, หน้า 41.
54. พระเทพวิมลโมลี. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524, หน้า 136.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น